webboard
ผู้ส่ง ข้อความ
คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำถามที่ : 8491
คำถามเมื่อ : 12-05-2012 13:40
 มารู้จักเครื่องราง ของขลัง ของทนสิทธิ์ ที่หายากกันครับ
  ขอเกริ่นๆก่อนแล้วกันนะครับ

ในบรรดานักเดินป่าฝ่าดงหรือพรานป่าต่างมีของที่แสวงหามาคุ้มตัว ที่มีกันส่วนมากก็จะเป็นคดทองแดงของสัตว์หรือพืช
และเขี้ยวหมูตัน แต่ที่น้อยคนจะมีคือ งาช้างกำจัด เขี้ยวเสือโคร่งโปร่งฟ้า เขี้ยวเสือไฟ ลูกดอกนาคา 9ล9
จำพวกนี้จะมีคุณพิเศษที่ต่างกันไปผมจะนำมาให้เพื่่อนๆได้รู้จักกันนะครับ

ขอเริ่มจากเขี้ยวเสือไฟที่ผมมีอยู่ก็แล้วกันนะครับ

เสือไฟเป็นเสือขนาดเล็กตัวใหญ่สุดก็ประมาณหมาอันเซเชี่ยน
แต่เป็นเสือที่หายากและถึงหาเจอก็ยากที่จะยิงมันตายได้
ยากที่จะฆ่ามันได้ครับ โบราณเชื่อกันว่า เสือไฟเป็นเสือที่มีอำนาจมากที่สุดในบรรดาเสือด้วยกัน
เสือไฟเป็นเสือที่มีตบะแก่กล้า ป่าที่ใดมีเสือไฟอาศัยที่นั่นจะมีสัตว์ป่ามากกว่าปกติ
ว่ากันว่ามันสามารถล่องหนหายตัวได้ คนธรรมดาหรือคนที่ไม่ได้ใส่พระดีจริงไม่สามารถหามันพบได้
เป็นเสือเล็กที่เกรียวกราด แต่สุขุมเยือกเย็นฉลาดหลักแหลม
แต่มันก็ไม่ได้ร้ายอย่างเดียว มันยังช่วยคุ้มครองป่าแทนสัตว์อื่น
ใช้หัวใจอ่อนเย็นของมันปันเผื่อไม่ข่มเหงสัตว์อื่น สัตว์อื่นก็สละหัวใจให้เสือไฟควักกินเป็นอาหาร
เขี้ยวเสือไฟนั้นหากนำมาปลุกเสกคล้องคอบูชา จะมีอำนาจมากนัก
มากถึงขนาดผีป่านางไม้รวมถึงสัตว์มีพิษต่างๆก็ไม่อาจเข้าใกล้ ไม่อาจทำอันตรายใดๆได้เลย
มีพลังมนต์ในการสะกดใจ เป็นเมตตามหาเสน่ห์ และเป็นมหาปราบที่กำราบสิ่งชั่วร้ายได้สิ้น
ปัจจุบัณจะหาเกจิอาจารย์เก่งๆมาปลุกเสกเขี้ยวเสือไฟให้มีฤทธิ์สมดั่งโบราณว่าไว้นั้นก็ยาก
แต่ส่วนตัวผม เชื่อว่าเขี้ยวเสือไฟของหลวงปู่กาหลงปลุกเสกได้เข้มขลังเหมือนดั่งที่โบราณว่าไว้จริงๆครับ


คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 1/87
คำตอบเมื่อ : 12-05-2012 13:42
  เดี๋ยวมาต่อเรื่อง ลูกดอกนาคา ครับ
คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 2/87
คำตอบเมื่อ : 12-05-2012 16:53
  ลูกดอกนาคา ในตำนานเป็นลูกธนูของนักรบวังบาดาล หรือพญานาค หรือที่เรียกกันว่านักรบนาคา
เป็นลูกดอกพิษพญานาค ซึ่งมีพิษแรงกว่างูเห่างูจงอางมากนัก สามารถฆ่าได้ทุกสิ่ง
ในสมัยโบราณพรานป่ามักใช้พิษนาคาในการล้มเสือขนาดใหญ่หรือหมูป่าจำพวกเขี้ยวตันที่ดุร้าย
พิษพญานาคในวรรณคดีกล่าวไว้ว่ารุ่นแรงถึงขนาดล้มยักษ์ได้ภายใน10นาที
และเนื่องจากไม่ได้มีอาวุธล้ำสมัยเหมือนกับในปุจจุบัน
ลูกดอกพิษนาคาจึงนับว่าเป็นของวิเศษที่หายากยิ่ง
สูตรผสมพิษลูกดอกนาคาจะสืบทอดกันรุ่นสู่รุ่นของพรานป่าเท่านั้น
และก่อนจะถ่ายทอดเคล็ดลับและส่วนผสมพิษนาคา
จะมีการดื่มเหล้าแช่ง ซึ่งเป็นเหล้าที่เปรียบเสมือน ยาสั่งสาบานตน
ถ้าผิดกฏที่สาบานรับถ่ายทอดการผสมพิษนาคา ก็จะมีอันเป็นไปตามเหล้าแช่งที่ดื่มเข้าไป



คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 3/87
คำตอบเมื่อ : 12-05-2012 16:58
  เดี๋ยวมีเวลาจะมาต่อเรื่อง พุทธคุณของเขี้ยวเสือโคร่งโปร่งฟ้า ไม่เหมือนเขี้ยวเสือไฟแน่นอนครับ
คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 4/87
คำตอบเมื่อ : 21-05-2012 21:28
  -*- เข้ามาอัพเดตเรื่องเขี้ยวเสือโคร่งโปร่งฟ้า พิมพ์ซะยาว

พอกดใส่รูปอัพโหลด คลิ๊กเดียว รูปไฟล์ใหญ่เกิน อัพไม่ผ่าน แล้วที่พิมพ์มาเมื่อกี้ละ -*-

หายวับไปกับตา 555+

ไว้วันหลังจะมาอัพเดตใหม่นะครับ

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 5/87
คำตอบเมื่อ : 25-05-2012 13:44
  เขี้ยวเสือโคร่งโปร่งฟ้า

นับเป็นเครื่องรางของขลังที่หายากมาก เสือ 100 ตัว จะมีเพียง 2-3 ตัวที่มีเขียวโปร่งฟ้า
คือในตัวเขี้ยวจะกลวงไปจนถึงปลายเขี้ยว เรียกว่าโปร่งฟ้า
โบราณกล่าวไว้ว่า เสือตัวใดที่มีเขี้ยวโปร่งฟ้า เสือตัวนั้นจะมีเทพารักษ์คุ้มครองตัวมัน
เมื่อเสือตัวนั้นตายไป จะกลายมาเป็นวิญญาณเจ้าป่าเจ้าเขาคอยดูแลรักษาป่า
ซึ่งจะต่างกับเสือไฟ ที่โบราณกล่าวไว้ว่าเป็นเทวดามาเกิดในร่างเสือคอยดูแลป่าเพื่อสะสมตบะเดชะ

หากจะเปรียบพุทธคุณของเขี้ยวเสือทั้งสองแล้วละก็

เขี้ยวเสือไฟจะเป็นของร้อน เป็นเมตตามหาเสน่ห์อันล้ำเลิศ ทำให้ผู้ครอบครองมีเสน่ห์มาก ผู้คนนิยมชมชอบ
มีพลังอำนาจจิตที่กล้าแข็งสามารถสะกดป่า สะกดใจคนและสัตว์ได้
ทำให้สัตว์ร้ายหรือสัตว์มีพิษต่างๆมิอาจทำอันตรายใดๆได้เลย
และยังเป็นมหาปราบ กำราบภูติผีปีศาจผีตายโหงและสิ่งชั่วร้ายได้สิ้น
เพิ่มพูนตบะเดชะอำนาจบารมีให้แก่ผู้ครอบครอง ให้ได้เป็นใหญ่เป็นโต มียศถาบรรดาศักดิ์
เพราะเขี้ยวเสือไฟเป็นของร้อน ผู้ครองครองจึงจะต้องมีสัจจะวาจา มีเมตตา มีคุณธรรมสูงพอตัวเลยทีเดียว

ส่วนเขี้ยวเสือโคร่งโปร่งฟ้านั้นจะเป็นของเย็น
เป็นเมตตามหานิยม เป็นโชคลาภส่งเสริมสิริมงคลแก่ผู้ครอบครอง
หนุนดวงทำให้ผู้ครอบครองร่ำรวย เป็นมหาเศรษฐีกันมามากต่อมาก
และยังเป็นสุดยอดของเครื่องรางมหาอุต คงกระพันชาตรีอันล้ำเลิศยากจะหาสิ่งใดเทียบเคียงได้
เป็นแก้วสารพัดนึก ใช้ได้ทั้ง 108 ประการ
ปกป้องคุ้มครองให้เแคล้วคลาดปลอดภัยจากศาสตราวุธทั้งปวงได้
ไม่เว้นแม้แต่คุณไสยมนต์ดำ หรือสัตว์ร้ายต่างๆ ก็มิอาจทำอันตรายใดๆได้เลย


โบราณว่าไว้
ในเสือ 100 ตัว จะมีเพียง 2-3 ตัวที่มีเขี้ยวโปร่งฟ้า
และในป่า 100 ป่า จะมีเพียงไม่กี่ป่าที่มีเสือไฟอาศัย หรือบางทีอาจไม่มีเลย

เขี้ยวเสือทั้งสองแบบจึงนับเป็นเครื่องรางของขลัง ของทนสิทธิ์ ที่ยากจะหามาครอบครอง

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 6/87
คำตอบเมื่อ : 25-05-2012 13:48
  ภายในตัวเขี้ยวจะเป็นรูกลวงยาวไปถึงปลายเขี้ยว แบบนี้เรียกว่า เขี้ยวโปร่งฟ้าครับ


คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 7/87
คำตอบเมื่อ : 25-05-2012 13:49
  เดี๋ยวคราวหน้ามาต่อเรื่อง ช้องหมู กันนะครับ
คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 8/87
คำตอบเมื่อ : 25-05-2012 13:58
  ไม่ให้เสียเที่ยว

คราวหน้ามาอัพเรื่องพุทธคุณของ ช้องหมูป่า + เขี้ยวหมูตัน ควบ2ไปเลยดีกว่าเน๊อะ

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 9/87
คำตอบเมื่อ : 30-05-2012 19:15
  ช้องหมูป่า คืออมตะเครื่องรางของพญาหมูป่า

ชั่วชีวิตของพรานป่าบางคนอาจไม่เคยพบเจอ หายากจิงอะไรจิง
เป็นเครื่องของอาถรรพณ์ ทนสิทธิ์ ประเภทเดียวกับงาช้างกำจัด
พุทธคุณของช้องหมูป่า จะเด่นมากในเรื่องคงกระพัน ฟันแทงไม่เข้า หนังเหนียว ป้องกันอาถรรพ์ป่าต่างๆได้
หากมีข่าวว่าพบหมูป่าที่น่าจะมีช้องอาถรรพ์นี้ติดตัวอยู่
ชาวป่าพรายป่าทั้งหลายก็จะติดตามค้นหากันอย่างเอาจริงเอาจัง

หมูนี้จะให้ได้เห็นได้ให้ได้พบกับปรากฏการณ์อาถรรพณ์ เมื่อพรานที่หมายจะฆ่ามันด้วยปืนหรืออาวุธใดๆ
จะมีอันต้องผิดหวังทุกรายไป
เพราะกระสุนด้านบ้าง ยิงถูกตัวแตไม่ระคายผิวบ้าง ต่างๆนาๆ

ช้องหมูป่าเกิดจากการที่หมูป่าที่มีตบะแก่กล้าอายุมากๆ ทำการถอนขนเพชรหรือขนที่รวบรวมตบะ
บนร่างกายมาอมไว้ในปาก โดยการค่อยๆรวบรวม ทีละเส้นๆ ไว้ในปากจนขมวดเป็นวงคล้ายกำไล
เมื่อหมูป่าที่มีช้องที่ว่านี้
อมอยู่ในปากก็จะไม่มีสิ่งใดมาทำอันตรายมันได้เลย สุดยอดมากๆครับ

แต่ในเมื่อช้องหมูป่าศักดิ์สิทธิ์จริงแล้ว พรานป่าจะฆ่ามันแล้วเอาช้องมันมาได้อย่างไร ?
คำตอบก็คือ พรานจะรอจังหวะที่หมูที่มีช้องที่ว่านี้กินอาหารครับ
โดยมันจะต้องคายช้องออกมาก่อนจะกินอาหาร
จังหวะนี้แหละคือนาทีมรณะของมันนั่นเอง

หมูป่าที่มีตบะแก่กล้าพวกนี้มักจะอาศัยอยู่ตัวเดียวโดดๆ โดยมันจะเป็นหมูจำพวกพญาหมูป่า
หรืออาจเป็นจ่าฝูง มันจะสร้างคูของมันเองเป็นวงกลม ไม่อยู่ร่วมกับตัวอื่น
และมักจะอยู่ริมแม่น้ำที่มีน้ำไหลเข้ามาในคู แต่ไม่ท่วมคูที่มันสร้าง
ซึ้งไม่ได้หากันได้ง่ายๆ อย่างที่คิดครับ

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 10/87
คำตอบเมื่อ : 30-05-2012 19:15
  หมูป่า หน้าตาน่ากลัวดีนะครับ

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 11/87
คำตอบเมื่อ : 30-05-2012 19:31
  เขี้ยวหมูป่า

เป็นเครื่องรางประเภทที่นิยมมาตั้งแต่โบราณ แล้ว นั้นคงหนีไม่พ้นพวกเขี้ยว พวกงา โดยเฉพาะเขี้ยวหมูตัน กับเขี้ยวเสือกรวงของขลังเหล่านี้
ในธรรมชาติถือว่าเป็นของที่หาได้ยากเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเขี้ยวหมูป่าแล้วนั้น ส่วนมากที่เห็นจะกลวงข้างใน จะ ต้องตันตั้งแต่โคนจนถึงปลาย
จับต้องดูจะรู้สึกว่ามีน้ำหนัก บริเวณรูที่ตัน จะแข็งดุจหินและจะมีลักษณะเป็นเนื้อเดียวกัน ทั้งอัน
จะเกิดกับหมูป่าตัวผู้ซึ่งเป็นจ่าฝูงหรือพญาหมูป่า โดยมันจะออกหากินเฉพาะเวลาตอนกลางคืนเท่านั้น
อุปนิสัยดุไม่เกรงกลัวผู้ใด แข็งแรงและว่องไวมาก เป็นที่สนใจของพวกพรานล่าสัตว์มากเพราะปืนยิงไม่ออก เล่ากันว่าวันดีคืนดีเขี้ยวของหมูตัวนั้นจะเรืองแสงออก มาเป็นสีเขียว
ในสมัยก่อนเมื่อดักจับตัวมันได้แล้วจะนำไปเลี้ยงไว้จนมันแก่ตายจึงพลีเอา เขี้ยวของมันออกมาใช้ เป็นของดีติดตัวไว้ป้องกันภัยอันตราย
นานๆจะพบเขี้ยวหมูตันแท้ๆสักอัน จึงเป็นที่หายาก ส่วนมากหมูป่าที่มีเขี้ยวตันจะเป็นพวกหมูโทน ที่พวกนายพรานชอบเรียกหากันว่า "หมูโทนไข่ทองแดง"
คือพวกหมูป่าที่ออกหากินตามลำพังมีลักษณะเขี้ยวตัน ลูกอัณฑะมีเม็ดเดียว พวกนี้ถือว่ามีของดีในตัว
เขี้ยวหมูตันนั้นจะอยู่ยงคงกระพันด้วยตัวเอง ท่านเกจิอาจารย์ทั้งหลายจึงเอาเขี้ยวหมูตันมาลงอักขระยันต์ มอบให้แก่ศิษย์ได้มาติดตัวเป็นเครื่องรางประเภทหนึ่ง

อานุภาพของเขี้ยวหมูตันจะสุดยอดทางมหาอุดหยุดลูกปืน คงกระพัน ป้องกันภัยได้สารพัด สำหรับผู้ที่นิยมเล่นหาอยู่นั้น ผู้เขียนขอเตือนเอาไว้หน่อยว่าของปลอมมีมากหลายฝีมือจะเช่าหาก็ระมัดระวัง กันสักหน่อย................

เครดิตคุณ KEO จากคลิปแมสครับ

เพิ่มเติม เขี้ยวหมูตันจะมีพลังมากเหลือคณานับตามความยาวของเขี้ยวครับ
ยิ่งเขี้ยวยาวมากก็แสดงว่าสะสมตบะมามาก จะพบได้ในหมูป่าที่อายุมากๆแล้วครับ

เครดิตรูปภาพจาก ล้านนาแกลอรี่ครับ

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 12/87
คำตอบเมื่อ : 30-05-2012 19:38
  เขี้ยวหมูพลิกชะตา ของหลวงปู่กาหลงเราครับ สวยกริ๊บๆเลย

เครดิตรูปภาพจากคุณ Ton

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 13/87
คำตอบเมื่อ : 30-05-2012 19:39
  โอกาสหน้ามาต่อเรื่องพุทธคุณของ งาช้างกำจัดกันครับ
คุณ ningnong

ningnong

คำตอบที่ : 14/87
คำตอบเมื่อ : 02-06-2012 12:00
  ขอบคุณคร๊าบ
คุณ โป้ง

โป้ง

คำตอบที่ : 15/87
คำตอบเมื่อ : 04-06-2012 16:40
  รบกวนขอรูปเขี้ยวหมูตันของ ลป.กาหลงหน่อยครับ...อยากเห็น!!
คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 16/87
คำตอบเมื่อ : 04-06-2012 17:33
  เขี้ยวหมูหลวงปู่กาหลงตันทุกเขี้ยวเลยครับ รวมทั้งเขี้ยวข้างบนที่โชว์อยู่ด้วยครับ
เพียงแต่ว่าอาจจะตันไม่ถึงแคลเซี่ยมตรงโคนของเขี้ยว

ปล. เขี้ยวหมูที่ตันทั้งเขี้ยว ตรงส่วนที่เป็นแคลเซี่ยมจะเป็นหูดขึ้นเป็นเม็ดๆให้เห็นครับ ดูง่ายครับ
ถ้าไม่ตันทั้งเขี้ยว จะไม่มีหูดเม็ดๆขึ้นตรงส่วนแคลเซี่ยมของเขี้ยวครับ


คุณ โป้ง

โป้ง

คำตอบที่ : 17/87
คำตอบเมื่อ : 08-06-2012 02:15
  ขอบคุณครับ...
คุณ ningnong

ningnong

คำตอบที่ : 18/87
คำตอบเมื่อ : 09-06-2012 06:33
  ตามหาต้นรักซ้อนคร๊าบ

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 19/87
คำตอบเมื่อ : 10-06-2012 16:05
  บ้านผมมี ต้นรักซ้อน เมื่อก่อนปลุกขาย แต่ตอนนี้ ตายหมดเพราะน้ำท่วมปี 54

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 20/87
คำตอบเมื่อ : 10-06-2012 16:14
  งากำจัด

คืองาช้างที่แตกหักออกมาในขณะที่ช้างยังมีชีวิตอยู่... ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดได้ยาก โบราณท่านจึงถือว่าเป็นของทนสิทธ์
จะพบเห็นได้เมื่อช้างตกมันไล่อาละวาด.... แล้วเอางาแทงกับต้นไม้ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวขณะตกมัน
แล้วงาจะหักคาอยู่กับต้นไม้.. ซึ่งแต่ละชิ้นก็ไม่ใหญ่มากนัก... เพราะอย่างดีก็หักแค่ปลายงาเท่านั้น


งากำจาย เรียกอีกอย่างว่า งากระเด็น คือ งาของช้างสองเชื่อกที่เข้าต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่ (จ่าโขลง) หรือแย่งตัวเมียแล้วต่อสู้กัน จนอาจมีปลายงาหัก แตกกระจาย
แล้วตกหล่นอยู่กับพื้นดินตามป่า ซึ่งในกรณีนี้ พรานป่าที่มีโอกาสเห็นช้างต่อสู้กัน มักจะคอยเฝ้าดูเพื่อคอยเก็บปลายหรือเศษงาที่อาจมีหล่นมาบูชาติดตัว
แต่ก็คงไม่ทุกครั้งไปที่งาจะหัก


ความแตกต่างของงากำจัด , งากำจาย กับ งาตาย


งากำจัด , งากำจาย ทั้งสองชนิดจะเรียกว่า งาเป็น...
เมื่อผ่านการพกพาติดตัวหรือโดนเหงื่อไคล เนื้อจะฉ่ำใสเหมือนมีน้ำหล่อเลี้ยง คล้ายกับสีน้ำผึ้ง
ซึ่งจะอ่อนแก่ไม่เท่ากัน เพราะงานั้นหักในขณะที่เจ้าของงานั้นยังมีชีวิตอยู่ บางคนอาจเรียกว่ายังมีน้ำเลี้ยงแห่งชีวิตอยู่
ต่างจาก งาตาย ( งาจากช้างที่ล้มแล้วเลื่อยออกมา ) ที่เห็นวางขายกันอยู่ตามร้านเครื่องประดับทั่วไป งาจะขาวซีด ดูไม่มีชีวิตชีวา
แม้บางครั้งเป็นงาแก่ ที่ผ่านการใช้มายาวนาน โดนเหงื่อไคลผู้พกพาติดตัว การเหลืองฉ่ำถึงแม้เกิดขึ้น ก็จะไม่เป็นสีน้ำผึ้ง

เครดิตคุณ ฉัฏฐะ

พุทธคุณของ งากำจัด งากำจาย ซึ่งถือว่าเป็นของทนสิทธิ์ที่หาได้ยากยิ่งอีกชนิดหนึ่งนั้น แม้จะไม่ผ่านการปลุกเสก ว่ากันว่าเมื่อพกพาติดตัวจะเป็นเสน่ห์และมหาอำนาจอย่างมาก
แต่เมื่อผ่านพิธีกรรมมาแล้ว สรรพคุณย่อมเพิ่มเป็นทวีคูณ
โดยจะสามารถเพิ่มตบะเดชะ เพิ่มบุญบารมี เพิ่มวาสนา ต่อชะตาชีวิตให้แก่ผู้ครอบครองบูชา
ทำให้เกิดความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มีความเจริญรุ่งเรือง มีสุขในทุกๆด้าน
เป็นเครื่องรางอาถรรพ์ หนุนดวงชะตาคนดวงตกได้เป็นอย่างดี ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยอันตรายทั้งหลายทั้งปวงได้



คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 21/87
คำตอบเมื่อ : 10-06-2012 16:16
  
เก่ามากครับ คาดว่า ตอนที่หัก น่าจะมีเลือดออกจากปลายงาด้วย สภาพงาถึงได้ฉ่ำน้ำเป็นสีน้ำผึ้งแบบนี้


คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 22/87
คำตอบเมื่อ : 10-06-2012 16:19
  
คราวหน้ามาต่อกันด้วยเรื่อง พุทธคุณของ นาคบาศก์ หรือ ( งูกินหาง )

คุณ ningnong

ningnong

คำตอบที่ : 23/87
คำตอบเมื่อ : 10-06-2012 23:07
  หาเรื่องยันต์ต่างๆ อักขระวิธีอ่านในเหรียญแต่ละรุ่นมาเล่ากันบ้างก็เยี่ยมเลย
คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 24/87
คำตอบเมื่อ : 12-06-2012 11:35
  เท่าที่รู้ พระเกจิอาจารย์ของไทยที่ปลุกเสกของออกมา จะใช้ยันต์โบราณตำหรับพิชัยสงครามของไทย
และ ตำหรับพิชัยสงครามของเขมรโบราณขนานแท้
ซึ่งโดยมากจะเอามาแค่ตัวเลขและอักษรหลักๆที่เป็นหัวใจของยันต์นั้นๆมา อย่างเช่น ตัว อะ มหาอุต
แต่ของหลวงปู่กาหลงเรา ในเหรียญแต่ละเหรียญที่ออกมา ผมสั่งเกตุดุ อักขระเต็มสูตรทั้งนั้น
ท่านยังยัดลงไปในเหรียญได้หมดเลยเต็มสูตร ยอดเยี่ยมจริงๆครับ

ไว้จะหาวิธีอ่านแบบง่ายๆ เข้าใจง่าย มาลงนะครับ พอดีหนังสือยันต์หนังสือพระที่บ้านผมเยอะมาก 555+ เดี๋ยวลองหาดู

คุณ ningnong

ningnong

คำตอบที่ : 25/87
คำตอบเมื่อ : 12-06-2012 13:22
  รอติดตามจ้า เชื่อว่าถ้าเราอ่านและตู้เนื้อหาหลักๆของยันต์จะทำให้เกิดสมาธิมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เหนือคันศรพระนารายณ์พลิกแผ่นดินเป็นบท ไตรสรณคมน์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก
ผิดถูกประการใดยขออภัยมา ณ ที่นี้

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 26/87
คำตอบเมื่อ : 14-06-2012 21:09
  งูกินหาง มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บ่วงนาคบาศก์

จัดเป็นของขลังทนสิทธิ์ที่พบได้ยากมาก ก็คือ ของขลังที่เกิดจากธรรมชาติมิได้ปรุงแต่งใดๆ
โดยงูที่ตายในลักษณะแบบนี้พบได้ยากมาก ตายโดยที่กลืนหางของตัวเองอยู่
คนโบราณมีความเชื่อสืบต่อกันมาว่า หากใครมีงูกินหางไว้ในครอบครอง หรือมีไว้พกพา
จะช่วยให้มีกินมีใช้ ไม่มีอด ตลอดปี ตลอดทั้งชาติ เป็นของวิเศษที่ทำให้บังเกิดโชค บังเกิดลาภแก้ผู้ครอบครอง และยังใช้ป้องกันเขี้ยวงาจากสัตว์ร้ายได้อีกด้วย
หากใครไปพบเจอเข้า ให้นำดอกไม้ ธูป เทียน จุดขอพลีมาบูชาเสีย ถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ และหายากมาก


ตามตำนานโบราณ นาคบาศ คือ ศรของอินทรชิต ที่ยิงไปเป็นงูรัดศัตรู ซึ่งภายหลัง พญานาคราชได้มีครอบครองไว้ และ พรานบุญไปขอยืม บ่วงบาศนี้ จากพญานาค และเนื่องจากพรานบุญเคยช่วยเหลือ พญานาคราชไว้ พญานาคราชได้ให้สัญญาว่า ขออะไรก็จะให้ ทั้งที่เป็นของสำคัญ และกลัวพรานบุญไม่คืน แต่ก็ให้ไป เพราะต้องรักษาคำพูด พรานบุญจึงสามารถจับกินรีได้ และนำบ่วงนาคบาศนั้นไปคืน พญานาคราช
นาคบาศยังเป็นบ่วงเชือกที่แข็งแรงที่สุด พญาครุฑเจ้าแห่งนก ก็ยังกลัว บ่วงนาคบาศนี้เช่นกัน

ตามตำราครูบาอาจารย์เชื่อว่า สามารถ ชนะทุกอย่าง หรือ ชนะหมด ใช้ทำน้ำมนต์ เสริมดวง ป้องกันภูติผีและคุณไสย เป็นเมตตามหานิยมแคล้วคลาดปลอดภัย ค้าขายดี มีกินไม่มีอด มีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม และเด่นด้านการเสี่ยงโชคอีกด้วยครับ

ปล. ตอนเด็กๆผมก็เคยเจอ เป็นงูเขียวตัวเล็กๆตายทั้งๆที่กินหางตัวเองอยู่ เสียดายตอนนั้นไม่รู้ว่ามันคืออะไร

อิอิ


คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 27/87
คำตอบเมื่อ : 14-06-2012 21:11
  

คุณ ningnong

ningnong

คำตอบที่ : 28/87
คำตอบเมื่อ : 15-06-2012 10:40
  ขอบคุณคร๊าบ เดี๋ยวคงมีเต่าแน่นอน ติดตามอยู่ครับ
คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 29/87
คำตอบเมื่อ : 19-06-2012 18:50
  
( คตทนสิทธิ์ )

คือ ชื่อที่ใช้เรียกของขลังทนสิทธิ์ที่เกิดจากพืชหรือสัตว์ที่กลายสภาพเป็นหิน เป็นทองแดง เป็นโลหะ
โดยกลายสภาพในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เราเรียกว่าคต ซึ่งจะต่างกับฟอสซิล
คตแต่ละแบบก็จะมีพุทธคุณที่แตกต่างกันไป
คนเก่าคนแก่เชื่อกันว่าคตเกิดขึ้นจากเทวดามาบันดารให้เป็นไปแก่สรรพสัตว์ให้เกิดความศักสิทธิ์ขึ้นในตัว

ในที่นี้ ผมขอยกตัวอย่าง คตเต่า

คตเต่า หรือพญาเต่าเรือน
เกิดจากเต่า ที่เกิดมาแล้วมีชีวิตอยู่ไม่กี่วันแล้วกลาย เป็นหิน แห้งลง และมีเทพเทวารักษา
ไม่ใช่ฟอสซิลอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจกัน แต่เป็นสิ่ง ที่เกิดขึ้นเเละกลายเป็นหินโดยฉับพลัน
(ถ้าซากสัตว์ธรรมดา เมื่อตายลงก็จะผุพัง เปื่อยสลายตามกาลเวลา)
แต่ด้วยการแข็งตัวอย่างฉับพลัน เลยเรียกว่า ทนสิทธิ์ มีคุณกับผู้ครอบครองเป็นอย่างมาก
เป็นกายสิทธิ์ในตัว แต่โบราณเชื่อกันว่า ถ้าใครได้ครอบครอง เเละหมั่นปฎิบัติอยู่ในธรรม เเละแผ่บุญแบ่งให้กับคตนั้นๆ จะยิ่งส่งผลได้อย่าง เร็ว หรือ ไม่คาดถึง
การมีคตเต่าไว้ครอบครองนั้น จะทำให้เกิดโชค ลาภ ไม่ขาดสาย และถ้าเลี้ยงเขาดีๆเเละเขาเชื่อให้คุณกลับมาอย่าคุ้มค่าทีเดียว พกติดตัวก็เป็นของทนสิทธิ์ป้องกันลมเพลมพัด
เสริมโชคชะตาเป็นสง่าราศีแก่ผู้พกพา สมัยก่อนจะใช้แช่ในโอ่งน้ำเพื่อดื่มกินแก้คุณไสย หรือคนกระทำของ เป็นของทนสิทธิ์ มีคุณพิเศษในตัวเอง ไม่เสื่อมไปตามกาลเวลา
ตามความเชื่อแบบโบราณ เต่าเป็นสัตว์ที่อายุยืน ซึ่งความเชื่อแบบไทยๆ ก็จะเชื่อกันว่า ถ้าผู้ใดมีอายุยืน ก็จะเป็นผู้มีบุญเช่นเดียวกัน
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า พระเกจิอาจารย์หลายๆท่าน ก็จะนำสัญลักษณ์ของเต่า มาสร้างเป็นพระเครื่องและวัตถุมงคล เช่นพญาเต่าเรือนหลวงพ่อหลิว วัดไร่แตงทอง เป็นต้น ซึ่งพุทธคุณ จะเน้นไปทางสิทธิโชคทางด้านการค้าขาย การเดินทาง เพื่อคุ้มครองตัวเองและครอบครัว
ใช้แช่น้ำมันจันทน์ไว้ เพื่อความร่มเย็นเป็นสุข ป้องกันคุณ ไสย และลมเพลมพัดครับ เป็นของหายากพอสมควรครับ


ไว้จะมาต่อเรื่อง คต แบบอื่นๆ นะครับ มีเยอะครับ

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 30/87
คำตอบเมื่อ : 19-06-2012 18:50
  

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 31/87
คำตอบเมื่อ : 24-06-2012 17:28
  “คด” ในพจนานุกรม ฉบับราชบัญฑิตยสถาน ได้นิยามความหมายว่า “ หินที่เกิดขึ้นในพืชหรือสัตว์ “ โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่ใช่ฟอสซิลที่ถูกทับถมและเปลี่ยนสภาพตามกาลเวลา แต่เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นในขณะที่พืชและสัตว์นั้น ยังมีชิวิตอยู่เกิดในช่วงชิวิตของมันเนื่องจากความผิดธรรมชาติ จึงมักมีความเชื่อว่ามี พลังอำนาจบางอย่างมาทำให้เป็นไป และพลังอำนาจนั้นต้องมีความเข้มแข็งมากด้วย

คตที่ผู้คนเล่นหากันมากที่สุดคือ คตขนุน
เนื่องจากเป็นคตที่มีชื่อและความหมายที่ดี ขนุน - หนุนเนือง ชีวิต ทรัพย์สิน 9ล9
และคตชนิดนี้ยังพอหาได้ง่ายกว่าคตชนิดอื่นๆ จึงเป็นที่นิยมเล่นหากันในหมู่ของขลังทนสิทธิ์

ซึ่งบางพวกถึงกับเชื่อว่าเป็นการจุติลงมาเกิดในภพมนุษย์ของทวยเทพในลักษณะหนึ่ง วัตถุประเภทนี้จึงมีสรรพคุณต่างๆทั้งทางด้านเป็นยารักษาโรคและมีอำนาจในด้าน ต่างๆ ในสมัยโบราณเหล่านักรบและผู้ที่ต้องเสี่ยงภัยต่างเสาะแสวงหาคดชนิดต่างๆมา เพื่อป้องกันตัวตามความเชื่อของแต่ละคน เนื่องจากคดพบได้ในพืชและสัตว์จึงมีหลายชนิดซึ่ง พอจะค้นคว้ามาเล่าสู่กันได้ ดังนี้

คดขนุนหรือเม็ดขนุนทองแดง เป็นคดที่พบในขนุนที่ออกลูกใต้ดิน จะพบเม็ดในของผลขนุนลูกใดลูกหนึ่ง มีสภาพแข็งเป็นหินโดยมากจะพบเพียงเม็ดเดียวกรณีที่ผลไม้ออกผลในลักษณะที่ แปลกประหลาดเช่นนี้ โบราณท่านมักถือว่าเป็นอาเพศที่ต้องทำพิธีบรวงสรวงเทพยดาเพื่อให้กลับ ร้ายกลายดี คือจะทำให้เจ้าของต้นขนุนที่ว่านี้เกิดโชคลาภ โภคทรัพย์สมบูรณ์ แต่ไม่ใช่การเซ่นสรวง อย่างในปัจจุบันที่หวังหาเลขหวยจากกรณีผิดธรรมชาติที่ว่านี้

คดขนุนหรือบางทีอาจเรียกเม็ดขนุนทองแดง จะมีลักษณะเหมือนเม็ดขนุนในยวงธรรมดานี่เองแต่ตัวเม็ดในจะแดงคล้ำและแข็ง เหมือนหินแต่ไม่ใช่เป็นทองแดงนะครับ เพียงแค่ดู เหมือนเท่านั้นเองเดี๋ยวท่านจะหาว่าเว่อเขียนเกินจริง เอาเป็นว่าของลักษณะนี้มีจริงๆ ครับตามรูปประกอบเรื่องที่ถ่ายจากของจริงๆเดี๋ยวจะหาว่าพอเริ่มรายการก็โม้ เลย อิทธิคุณ เขาว่ากันว่าคงกระพันชาตรีเหนียวดีนักอันนี้ผมไม่เคยลองครับโบราณ ท่านว่ามาอย่างนี้ คุณลักษณะเด่นอีกเรื่องคือของนี้ค้ำคูณดวงชะตาเจ้าของคงจะถือนิมิตรนามมงคล ขนุน-หนุนเนื่องนั่นกระมัง

เคยมีเรื่องเล่าว่า นายคำ บ้านอยู่สันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้โชคดีพบเม็ดขนุนทองแดงในลูกขนุนในสวนของแก ได้นำไปให้พระภิกษุรูปหนึ่งที่แกนับถือพิจารณา ซึ่งท่านก็ ได้กำชับว่าเก็บให้ดีด้วยเป็นของวิเศษที่หายาก ท่านได้ลงคาถากำกับตามกรรมวิธีของท่าน ต่อมานายคำก็ทำการค้าขายร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆตาแกไปได้เมียแถวฝั่งพม่าเลยอพยพ ไป อยู่พม่า กับเมียนัยว่าแกมีอีกหลายคนฐานะแกก็ดีขึ้นโดยลำดับคือแกขยันทำกินด้วยครับ กล่าวกันว่านายคำนี้หวงเม็ดขนุนนั้นมากจะพกติดตัวไม่ยอมห่างแกเชื่อว่านอก จากความ ขยันของแกแล้วเจ้าขนุนทองแดงนี่เองที่เป็นของนำโชคให้แก่พบแต่สิ่งดีดี

เป็นเรื่องเล่าที่นำมาจากเค้าความจริงครับไม่สามารถบอกชื่อจริงได้เพราะ แกตายไปหลายปีแล้วลูกหลานแกขอสงวนชื่อไว้ ความเชื่อเหล่านี้ยังมีอยู่ในสังคมบ้านเรา คงมีส่วน จริงบ้างนะครับลองพิจารณาดู ของอาถรรพถ์แบบนี้โบราณท่านว่ามักได้แก่คนที่มีเมตตาธรรมประจำใจอยู่เสมอ ของดีก็ควรคู่คนดีหรือคุณว่าไง ?

เครดิต Amulet

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 32/87
คำตอบเมื่อ : 24-06-2012 17:28
  สังเกตุดู จะเห็นว่าเนื้อของเม็ดแปรสภาพเป็นหินครับ

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 33/87
คำตอบเมื่อ : 24-06-2012 17:29
  กินขนุนแล้วก็ ลองดูๆเม็ดมันนะครับ เผื่อจะเจอของดีเข้าให้บ้าง อิอิ


คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 34/87
คำตอบเมื่อ : 25-06-2012 18:13
  มาต่อกันด้วย คตแก้ว

หรือที่เรียกกันว่า แก้วเข้าแก้ว
คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 35/87
คำตอบเมื่อ : 25-06-2012 18:28
  
"แก้วเข้าแก้ว" หรือคตแก้วกายสิทธิ์

คือแก้วที่บูรพาจารย์ท่านยกย่องเอาไว้ว่าเป็นกายสิทธิ์ที่มีความแปลกมหัศจรรย์ลี้ลับยิ่งนัก บ้างก็เรียกว่าแก้วลูกกรอก แก้วหมอผี หรือ แก้วพยากรณ์ เพราะหากผู้ที่นำไปใช้เป็นผู้ที่มีจิตสัมผัสจะสามารถสื่อสารสืบรู้ความเป็นไปเป็นมาทุกสรรพสิ่งที่อยากรู้เปรียบดั่งแก้วสารพัดนึก สารพัดรู้ทีเดียวเชียว

จากรูปลองพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า "แก้วเข้าแก้ว" นั้นมีลักษณะแปลกกว่า "แก้วโป่งข่าม" ชนิดอื่น ก็ตรงที่ภายในตัวแก้วจะมีก้อนแก้ว หรือบางครั้งพบเป็นช่อซ้อนอยู่ภายในแก้วที่เป็นตัวแม่อีกทีหนึ่ง
โดยที่สมบูรณ์ที่สุดนั้นจะต้องมีผลึกแก้ว งอกอยู่ภายในแก้วอีกทีหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด ดั่งภาพประกอบ
บูรพาจารย์ท่านถือกันว่าเป็นคดแก้วที่มีความอาถรรพ์วิเศษสุดเหลือจะพรรณนาได้ มีอานุภาพทางปกป้องคุ้มครองสูงส่ง
ตั้งบูชาอยู่ที่เรือนใด ท่านว่ากันไฟกันฟ้า กันลมกันคุณไสยมนต์ดำ ภูติพราย แม้แต่ขโมยก็เข้ามาไม่ได้เลย หากนำติดตัวไว้จะเป็นยอดคน ศัตรูครั่นคร้ามหวั่นเกรงเป็นที่รักใคร่แด่คนทั้งหลาย กันภัย เตือนภัย
เป็นมหาอุต คงกระพันชาตรี มหาโชค มหาลาภ เป็นมหามงคลยิ่งแก่ผู้ครอบครอง
สมัยโบราณผู้ที่ใช้แก้วชนิดนี้ส่วนมากจะเป็นพวกปุโรหิต โหรหลวง ซึ่งสมัยก่อนคนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้ขมังเวทย์จอมอาคมจึงล่วงรู้ในพลังอานุภาพวิเศษของแก้วชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี

ปล. โหรหลวงของในหลวงเราท่านก็มีครับ ท่านมีทั้งช้องหอยสังข์เวียนขวาและแก้วเข้าแก้วเลยแหละครับ
โดยพิธีสำคัญๆต่างๆ เราจะเห็นท่านนำมาใช้ประกอบพิธีอยู่เสมอๆอย่างเช่น พิธีแรกนาขวัญ เป็นต้น

รอบหน้ามาต่อกันด้วย
ช้องหอยสังข์เวียนขวานะครับ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะครับ


คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 36/87
คำตอบเมื่อ : 25-06-2012 18:29
  สวยงามมากๆเลยครับ สมแล้วที่เป็นกายสิทธิ์ที่หายากมากชนิดหนึ่งเลยนะครับ ว่ามั้ย ?


คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 37/87
คำตอบเมื่อ : 26-06-2012 14:23
  สังข์ หรือหอยสังข์นั้น ประชาชนชาวไทย ต่างก็มีความนับถือกันว่า เป็นของที่เป็นอุดมมงคลอย่างสูงยิ่ง และในงานพิธีมงคลต่าง ๆ ซึ่งจัดขึ้นในบ้านเรือนของประชาชนชาวไทยเรา เช่น งานมงคลสมรส เป็นต้น เราก็มักจะได้พบหอยสังข์ ซึ่งใช้เป็นที่หลั่งน้ำแก่คู่บ่าวสาวเพื่อจะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข หอยสังข์นั้นนอกจากจะใช้เป็นเครื่องหลั่งน้ำ เพื่อให้มีความสุขความเจริญแล้ว ยังใช้เป่าเพื่อให้ได้ยินเสียง ให้เกิดความเป็นสิริมงคลอีกด้วย

บางตำนานและบางความเชื่อก็ว่า ที่เรานำหอยสังข์มาใช้ในพิธีรดน้ำสังข์ ก็เพราะว่า สังข์ คือหนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 14 อย่าง อันเกิดจากการกวนเกษียรสมุทรของเหล่าเทวดาและอสูร จึงถือเป็นของสิริมงคลสำหรับคู่บ่าวสาว ส่วนประเพณีการใช้น้ำพระพุทธมนต์บรรจุในสังข์ ก็โดยเหตุที่คนไทยเป็นพุทธศาสนิกชน ดังนั้นน้ำที่เกิดจากการเจริญพระพุทธมนต์ จึงถือเป็นสิ่งมงคลยิ่ง จึงทำให้ในพิธีแต่งงานได้นำน้ำมาบรรจุในหอยสังข์ การรดน้ำสังข์จึงเสมือนเป็นการอวยพรให้คู่บ่าวสาวมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองใน ชีวิตคู่

สังข์เป็นสิ่งมงคลมาแต่อดีต ในพระราชพงศาวรดารอยุธยาได้บันทึกความตอนขุดดินลงปักเสาเอกพระบรมมหาราชวังไว้ดังจะยกมาพอสังเขปดังนี้ "...ศักราช ปี ๗๑๓ ปีขาลโทศก วันศุกร์ขึ้นหกค่ำเดือนห้าเพลาสามนาฬิกาห้าบาทสถาปนากรุงศรีอยุธยาชีพ่อ พราหมณ์ได้ตั้งพิธีกลบบัตรได้สังข์ทักษิณาวัตรใต้ต้นหมันใบหนึ่ง" จากพระราชพงศาวดารตอนนี้แสดงถึงความสำคัญของสังข์ซึ่งนับเป็นศุภมงคลถึงกับต้องจารึกไว้

สังข์นั้นมีอยู่สองชนิดคือสังข์ทักษิณาวัฎ(สังข์เวียนขวา) และสังข์อุตราวัฏ(สังข์เวียนซ้าย) อย่างไรก็ตามสังข์ทั้งสองชนิดมีความเป็นมงคลเพียงแต่ตามคติพราหมณ์และพุทธ เชื่อว่าการเวียนขวานับเป็นมงคลอันจะก่อให้เกิดสิริสวัสดิ์

พระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ เป็นสังข์เวียนขวา หายากมากๆครับ ราคานั้นอยู่หลักแสนขึ้นไป
คนที่มีไว้ครอบครองส่วนมากก็เป็นคนในพระราชวังทั้งสิ้น หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
เป็นของขลังทนสิทธิ์ที่เทพยาดามาดลบันดาลให้เกิดความวิเศษขึ้นในตัวทำให้มีฤทธิ์ธานุภาพสูงส่ง
ใช้สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหลั่งน้ำพระพุทธ มนต์พระราชทานพระราชวงศ์ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไป ใช้สรงพระพุทธรูปสำคัญ พระยาช้างต้น โขนเรือพระที่นั่ง ยอดธงชัยเฉลิมพล ฯลฯ มังสีหรือพานรองสำหรับพระมหาสังข์ทักษิณาวัฏพิเศษกว่ามังสีของสังข์อื่นตรง ที่มีที่บรรจุแป้งเจิมอยู่ภายใน

เครดิต Amulet

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 38/87
คำตอบเมื่อ : 26-06-2012 14:39
  ส่วนมากที่เห็นใช้กันก็จะเป็นเวียนซ้ายครับ เวียนขวาหายากมาก

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 39/87
คำตอบเมื่อ : 26-06-2012 14:55
  เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆนะครับ

ของขลังทนสิทธิ์จำพวกคตพืชหรือสัตว์
ห้ามนำมาแกะสลักเป็นรูปต่างๆ เช่น เสือ สิงค์ เต่า องค์พระ มีดหมอ 9ล9 เด็ดขาดนะครับ
เนื่องจากมีเทพารักษ์หรือเทวดามาบันดาลให้เป็นไปให้เกิดความวิเศษขึ้นในตัวทำให้มีฤทธิ์มีอำนาจในตัว
โดยของพวกนี้จะมีจิตวิญญาณของมันอยู่ จึงทำให้สามารถปกป้องคุ้มครองเราได้
หากเรานำไปแกะสลักเป็นรูปนั้นรูปนี้ เจ้าของจิตวิญญาณนั้นๆอาจจะไม่ชอบใจ
และทำร้ายเราได้ครับ หรือท่านอาจจะออกไปจากวัตถุมงคลนั้นเลยก็เป็นได้ครับ

แต่สามารถนำไปให้พระเกจิอาจารย์ปลุกเสกได้ตามปกติครับ


คุณ ningnong

ningnong

คำตอบที่ : 40/87
คำตอบเมื่อ : 27-06-2012 01:06
  อิ่มความรู้
คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 41/87
คำตอบเมื่อ : 04-07-2012 16:53
  
เขากวางคุต ( เก้ายอด )


จัดเป็นของทนสิทธิ์ที่มีอิทธิฤทธิ์สูงไม่เป็นสองรองใครเช่นกัน
มีตั้งแต่สามยอด ห้ายอด เจ็ดยอด เก้ายอด ปกติตามธรรมดาเก้ายอดนั้นถือว่าเป็นสุดยอดของบรรดาเขากวางคุดและหาได้ยากยิ่งแล้ว
แต่ก็ยังมีอีกชนิดหนึ่งที่โบราณท่านกล่าวกันว่าเป็นกวางพระโพธิสัตว์จุติลงมา ซึ่งถือว่าเป็นที่สุดของที่สุด หนึ่งเดียวในปฐพี และแทบจะไม่มีใครเคยพบเห็นกันมาก่อนเลย
นั่นก็คือ “ เขากวางคุดสิบสองยอด “ ซึ่งถือว่าเป็นกายสิทธิ์ชั้นยอดเยี่ยมที่สุด
มีฤทธิ์พอๆกับเขี้ยวเสือไฟและเขี้ยวเสือโคร่งโปร่งฟ้าหรือแก้วเข้าแก้วเลยทีเดียว
อานุภาพของเขากวางคุดนั้นดีวิเศษรอบตัวตั้งแต่มหาอุด คงกระพัน เมตตา มหาอำนาจ ราชศักดิ์ โชคลาภ เจริญรุ่งเรืองร่มเย็นเป็นสุข ป้องกันภัยทั้งหลายทั้งปวง
เป็นดั่งแก้วสารพัดนึก สุดวิเศษที่ผู้มีบุญวาสนาเท่านั้นถึงจะได้ครอบครอง



คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 42/87
คำตอบเมื่อ : 04-07-2012 16:54
  ในรูป มิใช่เขาเก้ายอดนะครับ ไม่ถึง 9 ยอดครับ

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 43/87
คำตอบเมื่อ : 06-07-2012 16:04
  
กะลาไม่มีตา ( กะลาไร้ตา )

กะลาไร้ตาเป็นหนึ่งในของขลังทนสิทธิ์ที่หายากยิ่ง เชื่อกันว่าเป็นเทพเทวาลงมาจุติ
โดยส่วนมากพบกับต้นมะพร้าวที่โดนฟ้าผ่าแล้วไม่ตาย แต่กลับกลายเป็นเกิดมีพลังอำนาจในต้นนั้นๆ
และต้นมะพร้าวจำพวกที่โดนฟ้าผ่าแล้วไม่ตายนี้ยังบังเกิดคตมะพร้าวลูกเล็กๆที่แปรสภาพเป็นหินอีกด้วย
คนเล่นของมักจะเสาะแสวงหาเพื่อนำไปปลุกเสกเพื่อนำไปบูชาคุ้มครองป้องกันตัวในการเดินป่า
โดยเมื่อผ่านการปลุกเสกแล้วจะให้พลังอำนาจาทางด้านมหาอุตม์อย่างมาก
ป้องกันภัยจากเขี้ยวงา คมหอกคมดาบไม่สามารถทำอันตรายใดๆได้เลย และยังดีเด่นในด้านเมตตาค้าขาย ให้โชคให้ลาภแก่ผู้ครอบครองบูชาอีกด้วย
สนนราคาที่หาซื้อกันนั้นคาดว่าอยู่ในหลัก 1 ล้านบาทขึ้นไปต่อกะลาไร้ตา 1 ลูกเลยทีเดียว

การผ่ากะลาไม่มีตา ( มหาอุตม์ )
http://www.youtube.com/watch?v=92KOb3dwl0o


คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 44/87
คำตอบเมื่อ : 06-07-2012 16:05
  

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 45/87
คำตอบเมื่อ : 06-07-2012 16:05
  

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 46/87
คำตอบเมื่อ : 08-07-2012 13:27
  
พ ร ะ ธ า ตุ


เป็นหินศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติ มีพุทธานุภาพช่วยให้ผู้ที่สักการบูชา ได้รับคุณประโยชน์ต่างๆ
โดยจะมีพุทธคุณตามลักษณะสีของคตที่ฝังอยู่ในหินดังนี้

๑. สีแดง เป็นสีเดียวกับอาทิตย์อุทัยเปี่ยมด้วยพลังแห่งความเจริญรุ่งเรือง คุ้มครองป้องกันภัย และหมายถึงความมีอำนาจบารมีของผู้ที่บูชา
๒. สีน้ำผึ้ง คือหินสีน้ำตาลใส มีพลังเมตตาให้ความร่มเย็นเป็นสุข ทำให้มีจิตใจเยือกเย็น เหมาะสำหรับผู้ที่ประกอบธุรกิจการงานต่างๆ
๓. สีขาว มีพลังที่เยือกเย็นบริสุทธิ์ เหมาะสมหรับผู้เจริญสมถวิปัสสนา พลังบริสุทธิ์จากหินทำให้ผู้ที่มองหินพระธาตุเป็นประจำจะทำให้ใจเย็นหนักแน่นมั่นคง และประกอบด้วยเมตตา
๔. สีดำ ให้พลังที่เข้มแข็งทำให้ผู้ที่สัมผัสหินมีสุขภาพแข็งแรงอายุยืน และมีพลังพิเศษในการคุ้มครองเพราะสีดำนั้นมีละอองเหล็กไหลผสมอยู่
๕. สีน้ำตาล เสริมสร้างสุขภาพให้อายุยืน มีความเด่นในด้านอยู่ยงคงกระพัน ช่วยให้เกิดปัญญารู้รอบ และจิตใจกล้าหาญ



เส้นเกศาของพระอริยเจ้ามีการแปรเป็นพระธาตุแยกเป็น ๔ ลักษณะ

ลักษณะการแปรสภาพแบบที่ ๑ รวมกันทั้งกระจุก
ระยะที่ ๑
เส้นเกศากระจายตัว ไม่รวมกัน
(เส้นเกศาหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่)
ระยะที่ ๒
เกิดมีเส้นใยจับตัวกันกลมมนแน่น
(เส้นเกศาหลวงปู่ครูบาบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ วัดร่องขุ้ม เชียงใหม่)
ระยะที่ ๓
เส้นใยที่เกิดขึ้นเกี่ยวพันกันแน่นและผสานเส้นเกศาเป็นเนื้อเดียวกัน
เมื่อมองอย่างเผินๆ จะมีลักษณะคล้ายสบู่ติด
(เส้นเกศาหลวงปู่บุญจันทร์ จนฺทวโร วัดถ้ำผาผึ้ง เชียงใหม่)
ระยะที่ ๔
รวมตัวกันจนเป็นพระธาตุโดยสมบูรณ์
มีลักษณะกลมมน มีทั้งสีขาว สีใส หรืออื่น ๆ
(พระธาตุหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่)

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 47/87
คำตอบเมื่อ : 08-07-2012 13:28
  

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 48/87
คำตอบเมื่อ : 08-07-2012 13:30
  
ลักษณะการแปรสภาพแบบที่ ๒ รวมตัวกันเป็นบางส่วน

ระยะที่ ๑
เส้นเกศารวมตัวกันเป็นก้อน
มีบางส่วนเกิดเส้นใยเกี่ยวพันกัน
(เส้นเกศาหลวงปู่มหาโส กสฺสโป วัดป่าคำแคนเหนือ ขอนแก่น)
ระยะที่ ๒
เส้นเกศาสานกันเป็นแพ โดยมีเส้นใยเกี่ยวพันแน่นยิ่งขึ้น
(เส้นเกศาหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่)
ระยะที่ ๓
บริเวณที่เส้นเกศาสานกันรวมตัวเป็นพระธาตุ
มีลักษณะใส่ประดุชเพชร แต่ยังติดอยู่กับเส้นเกศา ดึงไม่ออก
(พระธาตุเกศาหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่)
ระยะที่ ๔
พระธาตุเหล่านั้นหลุดออกจากเส้นเกศาแล้ว
เป็นพระธาตุสมบูรณ์
(พระธาตเกศาหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่)

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 49/87
คำตอบเมื่อ : 08-07-2012 13:32
  
ลักษณะการแปรสภาพแบบที่ ๓ เป็นธาตุ ๑ เส้นต่อ ๑ องค์

ระยะีที่ ๑
เส้นเกศาธรรมดา
(เส้นเกศาหลวงปู่พวง สุวีโร วัดป่าปูลูสันติวัฒนา อุดรธานี)
ระยะที่ ๒
เิกิดมีพระธาตุผุดขึ้นตรงปลายของเส้นเกศา
(เส้นเกศาหลวงปู่พวง สุวีโร วัดป่าปูลูสันติวัฒนา อุดรธานี)
ระยะที่ ๓
ส่วนที่ผุดขึ้นนั้นจะหลุดออกมาจากเส้นเกศา
(เส้นเกศาหลวงปู่พวง สุวีโร วัดป่าปูลูสันติวัฒนา อุดรธานี)
ระยะที่ ๔
เป็นพระธาตุสมบูรณ์ ที่เมื่อขยายดูรายละเอียดแล้ว
จะมีรอยเส้นสีดำ อยู่ภายใน
(เส้นเกศาหลวงปู่พวง สุวีโร วัดป่าปูลูสันติวัฒนา อุดรธานี)

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 50/87
คำตอบเมื่อ : 08-07-2012 13:33
  

พ ร ะ ธ า ตุ


ลักษณะการแปรแบบที่ ๔ เกร็ดพระธาตุเสด็จมาประทับอยู่ด้วย

พระธาตุที่เสด็จมาประทับร่วมกับเส้นเกศาหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี
เกิดมีเกร็ดพระธาตุเสด็จมาประทับอยู่กับเส้นเกศาของพระอริยะเจ้า เมื่อผู้บูชาประกอบความเพียรในการปฏิบัติบูชา



คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 51/87
คำตอบเมื่อ : 16-07-2012 15:52
  
คตไม้สัก ( แก้วตาเสือ )


คนโบราณเชื่อว่าหินศักดิ์สิทธิ์จำพวก คต มีเทพเทวดามาบันดาลให้เกิดพลังอำนาจลี้ลับ มีฤทธิ์ในตัวเอง
เพื่อปกป้องคุ้มครองสถานที่นั้นๆให้สงบร่มเย็นเป็นสุข


แก้วตาเสือ คดไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีความเชื่อจากคนเก่าคนแก่ในอดีตว่าหินชนิดนี้ จะช่วยป้องกันอันตรายจากคุณไสยมนตฺดำ - สิ่งลี้ลับ ภูตผีพรายผีตายโหงต่างๆมิกล้าเข้าใกล้
และเชื่อว่ามีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นพลังชีวิต ส่งเสริมสุขภาพร่างกายให้กระชับกระแฉ้ง ส่งเสริมความมีระเบียบวินัย ความสุขุมเยือกเย็น
และความมั่นคงของจิตใจและร่างกายให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำไห้ไม่หวาดหวั่น ไม่หวั่นไหว หรือหวาดกลัวต่อสิ่งใด
พลังอำนาจของแก้วตาเสือนั้นก็เปรียบเสมือนตาของเสือจริงๆ ที่มองสิ่งต่างๆรอบตัวได้ทะลุปรุโปร่ง ช่วยเพิ่มความมั่นใจ
ให้กล้าทำกล้าแสดงออกในสิ่งที่คิด
ช่วยให้เราสามารถค้นหา และวิเคราะห์ข้อมูลที่สลับซับซ้อน เหมาะสำหรับ หัวหน้า แม่ทัพนายกอง หรือ ผู้พิพากษา ทนาย นายตำรวจสืบสวนสอบสวน
หรือนักเรียนนักศึกษา

สรุปได้ว่า แก้วตาเสือถือเป็นสิ่งที่แสดงถึงพลังอำนาจของผู้ครอบครอง

แก้วตาเสือหรือไทยเกอร์อาย โดยทั่วไปจะออกสีเหลืองเป็นแนวยาวคล้ายตาเสือ เนื้อในมีความแวววาวเล่นแสงมาก
ของปลอมนั้นมีจำนวนมากมายครับ
แต่ของแท้ๆนั้น ต้องได้จากแก่นหรือตาของต้นไม้สักที่แปรสภาพกลายเป็นหินเท่านั้น ซึ้งจะมีขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้างแตกต่างกันไปตามแต่จะพบเจอ เป็นคตไม้
โดยมากจะพบตามร้านแปรรูปไม้ซะมาก เวลานำไม้สักมาตัดท่อน หรือแปรรูปนั่นเอง
ถือเป็นของขลังทนสิทธิ์ที่หาได้ยากยิ่งอีกชนิดหนึ่งครับ

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 52/87
คำตอบเมื่อ : 16-07-2012 15:52
  

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 53/87
คำตอบเมื่อ : 20-07-2012 18:18
  
ไ ม้ ไ ผ่ ตั น


ต้นไผ่นั้นถือเป็นไม้มงคลที่ให้คุณประโยชน์ต่อมนุษย์ และสัตว์อย่างมากมาย อันไผ่ตันนั้นเป็นของวิเศษจัดอยู่ในประเภทของทนสิทธิ์ที่คนโบราณกล่าวถึงมากอย่างหนึ่ง
เป็นของที่มีเทพารักษ์ดูแลรักษาอยู่ เป็นของวิเศษที่นานๆถึงจะปรากฏขึ้นให้พบเห็นกัน
ส่วนใหญ่แล้วจะพบโดยบังเอิญ เช่น มีการตัดต้นไผ่เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ แล้วเกิดเจอไปพบลำต้นที่ตันไม่เป็นรูกลวงอย่างปกติทั่วไป อันนั้นแหละ ที่เขาเรียกกันว่า “ ไผ่ตัน”

อานุภาพของไผ่ตันนั้นท่านว่า ดีเยี่ยมทางมหาอุด คงกระพัน แคล้วคลาด เมตตา โชคลาภ ซึ่ง ตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว
คุณลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งของไผ่ตัน คนโบราณเชื่อว่า หากนำไผ่ตันมาทำไม้เท้าเวลาเดินเข้าป่าแล้ว ไผ่ตันจะสามารถกันสัตว์มีพิษไม่ให้เข้ามาใกล้ตัวเราได้ หรือว่าสัตว์มีพิษต่างหลีกทางให้นั้นเอง
ผู้เรืองอาคมทั้งหลายจะนำมาจัดสร้างเป็นเครื่องรางในรูปแบบต่างๆ ซึ่งบูรพาจารย์ท่านมั่นใจในอิทธิคุณเป็นอย่างมากเลยที เดียว....................

วิธีการหาไผ่ตัน คนโบราณมักจะสังเกตว่าหากเกิดไฟป่า หรือจุดไฟเผาที่นาขึ้นเมื่อไหร แล้วก่อไผ่ ก่อไหนไม่ไหม้ไฟ หรือไหม้ไฟไม่หมด แปลว่าในก่อไฟนั้นจะต้องมีไผ่ตันอยู่
หรืออีกวิธีหนึ่งคือ ให้สังเกตในคืนที่มีแสงจันทร์ส่อง หากก่อไผ่ก่อไหนมีแสงสีขาวเป็นเส้นๆ ยาวๆเรืองแสงออกมา แปลว่าในก่อไผ่นั้นมีไผ่ตันอยู่
เนื่องจากคนโบราณคนเก่าคนแก่ท่านเชื่อกันว่ามีเทพเทวาคอยปกปักรักษาคุ้มครองป่านั้นอยู่

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 54/87
คำตอบเมื่อ : 20-07-2012 18:19
  ส่วนมากก็จะนำมาสร้างวัตถุมงคลจำพวกตะกรุด และปลัดขิก เป็นส่วนใหญ่ครับ


คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 55/87
คำตอบเมื่อ : 20-07-2012 18:33
  
งู ป า ก เ ป็ ด


เป็นของวิเศษที่คนโบราณกล่าวถึงวิถีกำเนิดความเป็นมาอย่างน่าพิศวงสุดมหัศจรรย์ยิ่ง
กล่าวกันว่างูปากเป็ดนั้นเกิดจากขนนกสาเวกซึ่งเป็นชื่อนกในเมืองไกรลาสอันเป็นดินแดนที่อยู่กึ่งกลางระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์ ในเมืองมนุษย์ เรียกนกชนิดนี้ว่า “นกการเวก” นั่นเอง
บูรพาจารย์ท่านเล่าว่างูปากเป็ดเกิดจากขนของนกการเวกที่หลุดและหล่นลงมายังเมืองมนุษย์ซึ่งก็จะกลายเป็นงูตัวเล็กๆมีทั้งสีดำ เหลืองทอง ยาวประมาณ 7 – 10 ซ.ม.
คล้ายงูเหลือมหรืองูเหลือมย่อส่วนอะไรประมาณนั้น จัดเป็นของกายสิทธิ์ชั้นยอดเยี่ยม
เป็นของคู่บุญเฉพาะคนเมื่อถึงเวลาเขาจะมาหาเจ้าของๆเขาเอง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
บางคนจะพบว่ามาหาตอนยังเป็นๆอยู่ แต่บางคนก็จะได้มาจากผู้อื่นที่ไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริงนำมาให้อีกที ซึ่งกรณีหลังนี้อาจจะเป็นในรูปแบบซื้อขาย แลกเปลี่ยน

เรื่องที่น่าแปลกประหลาดสำหรับงูปากเป็ดนี้ก็คือ
เมื่อเขามาหาเจ้าของๆเขาแล้วภายใน 3 – 5 นาที เขาก็จะละสังขารทิ้งร่างกายสิทธิ์ซึ่งจะค่อยๆแห้ง ไม่เน่าไม่เปื่อยไว้ให้
อานุภาพของงูปากเป็ดนั้นเป็นเลิศทางด้านเจริญโภคทรัพย์มหาสมบัติ
เรียกเงิน เรียกทอง เมตตา เตือนภัย
ผู้ใดได้ครอบครองเป็นเจ้าของประดุจได้ไว้ซึ่งขุมทรัพย์ของเทพเทวา
ชีวิตจะไม่พบกับคำว่าตกอับยากจนเลย มีแต่จะพบกับความ เจริญรุ่งเรืองยิ่งๆขึ้นไปจนกว่าจะหมดอายุขัยเลยทีเดียว.
จัดเป็นของกายสิทธิ์ที่ยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งเลยทีเดียวครับ

ปล. ตอนเด็กๆผมก็เคยเจอตัวหนึ่ง แต่ตอนนั้นก็จับมาเล่น ไม่รู้ว่ามันคืออะไร 555+
สุดท้ายมันก็ตายในมือผม ผมก็เอาให้แมวที่บ้านผมกิน 555+

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 56/87
คำตอบเมื่อ : 20-07-2012 18:33
  

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 57/87
คำตอบเมื่อ : 20-07-2012 18:34
  กล้าจับกันไหม ?


คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 58/87
คำตอบเมื่อ : 21-07-2012 17:08
  
ห า ง ช้ า ง เ ผื อ ก


ช้างเผือกนั้นโบราณท่านถือว่าเป็นสัตว์ที่มีบุญญาบารมี เป็นของคู่บุญของพระมหากษัตริย์ไทยเราตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน
ธรรมชาติของช้างจะใช้หาปัดแมลงที่เข้ามารบกวน บุรพาจารย์ท่านถือเคล็ดว่าหางช้างนั้นเป็นของดีที่ใช้ปัดรังควาญ เสนียดจัญไร สิ่งไม่ดีทั้งหลายทั้งปวง
จึงนิยมนำหางช้างมาทำเป็นแหวนพิรอดหรือกำไลข้อมือ
และทำวิชาลงอาคม ซึ่งเมื่อทำถูกต้องตามตำรับไสยเวทย์แล้วจัดเป็นของวิเศษที่เรืองอำนาจมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งหางของช้างเผือกนั่นเอง
คนเก่าคนแก่ยังเชื่ออีกว่า ถ้าบูชาดีๆ ขนจากหางช้างจะทำให้สามารถหยั่งรู้พิษภัยต่างๆล่วงหน้าด้วยอย่างสัมผัสที่หกและป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้ และยังมีดีทางด้านโชครางว่าจะทำให้กลับร้ายกลายเป็นดี ค้าขายดี มงคลโชคลาภ มีแต่ความร่ำรวย เสี่ยงโชค ได้ผลดี

ขนหางช้างแบ่งเป็น 2 ประเภท

1. ขนหางช้างสีดำ เป็นขนหางช้างที่หาได้ทั่วไป
2. ขนหางช้างสีขาว (บางท่านเรียกว่าขนหางแก้ว ขนหางดอ ขนหางช้างเผือก) เป็นของหายาก คล้ายกับกำจัดกำจาย มีความเชื่อว่าเป็นของแรงในตัวมีอานุภาพทวีคูณกว่าห้างช้างสีดำ
จัดเป็นเป็นกายสิทธิ์ที่หายากชนิดหนึ่งของสิ่งมีชีวิตครับ


คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 59/87
คำตอบเมื่อ : 21-07-2012 17:09
  แหวนพิรอด หางช้างเผือก

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 60/87
คำตอบเมื่อ : 21-07-2012 17:10
  พรมน้ำพุทธมนต์ และกำไลหางช้างเผือก

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 61/87
คำตอบเมื่อ : 27-07-2012 15:47
  

แ ร่ เ ห ล็ ก น้ำ พี้


พุทธคุณของแร่เหล็กน้ำพี้นั้นเทียบเคียงได้กับเหล็กไหล และน้ำเหล็กชนิดหายากที่เรียกกันว่า ไหลดำ
เหล็กน้ำพี้เป็นเหล็กอาถรรพณ์ ใช้ล้างอาถรรพณ์ได้นับนานาประการ
แม้ผู้มีวิชาอาคมแกร่งกล้าฟันแทงไม่เข้า ก็ถูกแร่เหล็กน้ำพี้ล้างอาถรรพณ์ โดนยิงโดนฟันโดนแทงตายมานักต่อนักแล้ว
เหล็กน้ำพี้สามารถป้องกันภูติผีปีศาจได้ วิญญาณป่า สิ่งชั้วร้าย หรือภูติผีพราย ก็ไม่กล้าเข้าใกล้
แร่เหล็กน้ำพี้ยังสามารถกันอาถรรพ์มนต์ดำ วิชาเดรัจฉานวิชา คุณไสยเวทย์ ป้องกันได้ทั้งสิ้น
ผู้ที่นำเหล็กน้ำพี้พกติดตัวจะสามารถป้องกันสิ่งเลวร้ายเสนียดจัญไรได้ตลอดกาล
แล้วถ้าหากผ่านการปลุกเสกจากพระเกจิอาจารย์ที่มีวิชาด้วยแล้ว
ก็จะเป็นวัตถุมงคลเมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพันชาตรี และแก้กันโรคภัยไข้เจ็บ ปกป้องคุ้มครองตนเองให้แคล้วคลาดจากภัยอันตรายต่างๆได้ทั้งปวงอีกด้วย

แร่เหล็กน้ำพี้นั้นหาได้จากตะกรันขุดจากเตาหลอมโบราณ จังหวัดอุตรดิตถ์ นำมาหลอมใหม่
ซึ่งจะต้องแยกตะกรัน และเหล็กน้ำพี้ออกจากกัน จึงจะได้เหล็กน้ำพี้แท้ๆร้อยเปอร์เซนต์
ซึ่งเหล็กน้ำพี้มีคุณสมบัติคล้ายแม่เหล็ก มีแรงดึงดูดในตัว
แต่โดยมาก เหล็กที่ได้จากบ่อเหล็กก็ไม่ใช่เหล็กน้ำพี้แท้แต่เป็นเหล็กธรรมดาที่มีส่วนของเหล็กน้ำพี้ติดอยู่ไม่มากก็น้อย จึงต้องนำมาแยกเนื้อเหล็กก่อน เพื่อคัดส่วนที่เป็นเหล็กน้ำพี้ล้วนๆ
หล็กจากบ่อเหล็กน้ำพี้เป็นเหล็กที่มีความแกร่ง มีความเหนียวและเกิดสนิมยาก จากตำราพิชัยสงครามได้กล่าวไว้ว่า เหล็กน้ำพี้เป็นโลหะมหัศจรรย์อานุภาพ
ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ พบว่าแร่เหล็กน้ำพี้มีองค์ประกอบของแร่ธาตุที่หาได้ยาก เป็นแร่เหล็กที่มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว
มีความแข็งและเหนียวเป็นพิเศษ มีคุณลักษณะอ่อนในแข็งนอก
และยืนยันว่าแหล่งแร่เหล็กที่ตำบลน้ำพี้ อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์
เป็นแหล่งแร่เหล็กที่มีคุณภาพดีที่สุดของประเทศไทย อีกทั้งยังมีคุณสมบัติดีเยี่ยมไม่แพ้เหล็กกล้าชั้นดีของต่างประเทศเลยทีเดียว


คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 62/87
คำตอบเมื่อ : 27-07-2012 15:48
  

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 63/87
คำตอบเมื่อ : 27-07-2012 15:49
  
ปัจจุบัณ หายาก และมีราคาที่สูงมากๆครับ เป็นสมบัติของชาติไปแล้ว

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 64/87
คำตอบเมื่อ : 28-07-2012 13:24
  
เ ห ล็ ก ไ ห ล


เป็นวัตถุธาตุกายสิทธิ์ที่เชื่อกันว่ามีอยู่จริงบนโลกนี้
แต่ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ ว่าธาตุเหล็กไหลกายสิทธิ์นั้นมีอยู่จริง

ตามความเชื่อของคนเก่าคนแก่เหล็กไหลจะเกิดมีขึ้นได้ ด้วยฤทธิ์อำนาจของพวกฤาษีผู้มี ฌาน ( สมาธิระดับสูง ) และ อภิญญา ( ความสามารถพิเศษ ) แก่กล้า
ในระหว่างที่ว่างจากพระพุทธศาสนาเป็นระยะเวลายาวนานนั้น
บรรดามนุษย์ผู้มีบุญ คือ คุณธรรมจากการที่ได้เคยรักษาศีล และเจริญภาวนาสมาธิมาก่อน ที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ในยุคนั้น
ได้ออกบำเพ็ญพรต (ถือศีล) พรหมจรรย์ ด้วยมุ่งหวังปรารถนาพระนิพพานที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ และที่เป็นบรมสุข
แต่ไม่รู้จักทางสายกลางให้ถึงอมตมหานฤพานได้ เพราะยังไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้
จึงได้แต่เจริญสมาธิภาวนา จนได้ฌานและอภิญญาแก่กล้า
แต่ก็รู้ว่าตนเองนั้นยังไม่อาจพ้นความตายได้ ยังไม่เห็นทางที่จะถึงอมตธรรมที่ไม่ตายได้
ก็ปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ยั่งยืนที่สุด ดุจว่าเป็นอมตธรรม
เพื่อรอผู้ตรัสรู้มาตรัสสอนทางปฏิบัติให้ได้บรรลุถึงอมตธรรม
เพื่อจักได้เข้าสู่กระแสธรรม นำไปให้ถึงอมตธรรมตามที่ได้มุ่งหวัง

คนจำพวกนี้จึงค้นหาวิธีสร้าง "วัตถุธาตุอันเป็นที่สถิตแห่งจิตวิญญาณของตน" ให้คงทนยั่งยืนที่สุด
ดุจว่าเป็นอมตธรรมนั้นด้วยฤทธิ์อำนาจของตนก่อนที่จะตาย
พวกเขาจึงสร้างเหล็กไหลขึ้น โดยสร้างจากการรวบรวม ธาตุกายสิทธิ์ชนิดต่างๆที่เสาะแสวงหามาหรือที่ถูกเชิญมา
ด้วยญาณสมาบัติ
มาประกอบหลอมรวมกันด้วยพลังจิตที่แก่กล้าของตนจนเกิดเป็นเหล็กไหลกายสิทธิ์
และจิตวิญญาณของผู้สร้างก็จะคงอยู่ในรูปลักษณ์เหล็กไหลนั้นตลอดไป เพื่อรอวันที่มีผู้ตรัสรู้มาตรัสสอนทางปฏิบัติให้ได้บรรลุถึงธรรมที่แท้จริง
โดยเหล็กไหลนี้จะมีฤทธิ์อำนาจมาก มีอานุภาพร้อนเเรง
จึงมีทั้งคุณอนันต์เเก่คนดีมีศีลมีธรรม เเละเป็นโทษมหันต์เเก่ผู้ผิดศีล หรือขาดคุณธรรมได้
โดยผู้ทรงญาณที่สร้างนั้นก็ตั่งชื่อ เหล็กไหลของตนไปต่างๆนานา
ว่า "พญาสมิงเหล็ก" ก็มี / "เหล็กไหลเจ้าป่า" ก็มี / "หล็กไหลโกฏปี" ก็มี 9ล9
และด้วยเนื่องว่าเหล็กไหลแต่ละประเภทที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น
ไม่สามารถระบุได้ว่ามีมวลสารที่เหมือนกันแต่ประการใด
ปัจจุบันเราจึงไม่สามารถที่จะแยกแยะได้ว่า ไหนคือเหล็กไหลของแท้ ไหนคือของจริง




คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 65/87
คำตอบเมื่อ : 28-07-2012 13:25
  ดูๆแล้วก็คล้ายๆหินเนื้อแร่ธรรมดาๆนะครับ

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 66/87
คำตอบเมื่อ : 01-08-2012 10:32
  
ไ ห ล ดำ


ตะลึงพบแร่ไหลดำ จ.อุตรดิตถ์ อายุนับร้อยล้านปี (ไทยรัฐ)

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 6 มกราคม 53 ได้มีคณะของกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำโดย ดร.อดิชาติ สุรินทร์คำ ผู้อำนวยการกองธรณีวิทยาฯ ได้เดินทางมายังบ้านของนายฟุ้ง เชื้อนพคุณ อายุ 66 ปี เลขที่ 43/1 บ้านน้ำพี้ หมู่ 1 ต.น้ำพี้ อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว เพื่อทำการตรวจและพิสูจน์ก้อนแร่ไหลดำน้ำพี้ ตามที่ชาวบ้านให้ความเชื่อว่า หากนำมาทำวัตถุมงคลจะสามารถทำให้ปลอดภัยและแคล้วคลาด รวมทั้งป้องกันภูติผีปีศาจ สิ่งเร้นลับที่ชั่วร้าย ป้องกันคุณไสย โดยเฉพาะผู้ที่มีไว้ครอบครองจะคงกระพันชาตรี อีกทั้งยังให้โชคลาภ
โดย ดร.อดิชาติ กล่าวว่า ก้อนหินชนิดนี้หรือแร่ไหลดำตามภาษาของที่ชาวบ้านเรียกกันประกอบไปด้วยแร่หลายอย่างประกอบไปด้วย แร่ควอทซ์หรือ ซิลิก้า เซอร์เพนทีน และแร่เหล็ก เมื่อแร่ดังกล่าวถูกไฟเผาหรือเป่าลนตกลงมายังวัตถุที่ไว้ลองรับจะทำให้แร่ชนิดนี้จับตัวกันเป็นก้อนหรือผลึก แร่ซิลิก้าเป็นแร่ชนิดเดียวกันกับที่นำมาทำเป็นกระจกใสหรือขวดแก้วใส แต่ได้ผ่านกระบวนการทางธรรมชาติทำความสะอาดให้แล้ว โดยมีทั้งลมและน้ำ ซึ่งถ้าหากว่าแร่ซอร์เพนทีนมีสีเขียวผสมอยู่ เมื่อใช้ความร้อนประมาณ 1,000 องศาขึ้นไป เป่าหรือลน แร่จะไหลออกมาเป็นสีเขียวปนใส แร่ซิลิก้าหากอยู่ปนกับแร่เหล็กและดินกันผสมอยู่ ภาษาวิทยาศาสตร์เรียกว่า มลทิน เมื่อถูกความร้อนจะไหลออกมาเป็นสีดำทึบแสงเหมือนนิล แต่มีความมันเงาและแวววาวกว่านิล เนื่องจากมีแร่ซิลิก้าผสมอยู่ หากมีแร่ซิลิก้าผสมกับซอร์เพนทีนและแร่เหล็ก เมื่อถูกเผาก็จะออกมาเป็นอีกสีหนึ่งที่แปลกและแตกต่างกันออกไป เนื่องจากมีส่วนผสมของแร่แต่ละชนิดนั้นมากหรือน้อยการพบซึ่งแร่ดังกล่าวเป็นแร่ที่หาพบได้ยากมากในโลกนี้ จะมีเฉพาะที่จังหวัดอุตรดิตถ์และเขตติดต่อกับจังหวัดน่านของประเทศไทยเท่านั้น
ส่วนในต่างประเทศก็จะพบที่ประเทศจีนแร่หินชนิดนี้เดิมทีอยู่ใต้ทะเลลึกใต้พื้นผิวโลกมากกว่า 100 กิโลเมตร มีอายุหลาบร้อยล้านปี ซึ่งขบวนการทางธรณีวิทยาทำให้แร่ชนิดนี้เกิดโผล่ขึ้นมาอยู่บนพื้นผิวโลกนานมาแล้วกว่า 130-150 ล้านปีที่ผ่านมา การพบแร่ชนิดนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่มีการค้นพบแร่ชนิดนี้ในประเทศไทย

พุทธคุณของไหลดำ

ไหลดำถือเป็นธาตุที่ศักดิ์สิทธิ์ชนิดเดียวกับเหล็กไหล ผู้ที่มีไว้ครอบครองต้องเข้าถึงด้วยพลังอำนาจจิตที่บริสุทธิ์ของตนเองจากผลบุญกุศลที่ได้สร้างเอาไว้ หากใครที่คิดชั่วร้าย แม้มีไหลดำติดตัวเอาไว้ใช่ว่าจะป้องกันภัยให้กับตนเองได้ในยามคับขัน ในเรื่องโชคลาภก็จะไม่บังเกิด การที่คนเราจะนำไหลดำสิ่งของชนิดนี้มาใช้ได้ จิตของผู้ครอบครองกับไหลดำจะต้องสื่อถึงกันหรือเข้าถึงกันได้ สังเกต ง่ายๆถ้าต้องการสัมผัส ไหลดำ ให้ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างวางบนก้อนไหลดำหากสื่อถึงกันได้จริงเส้นขนบนแขนทั้ง สองข้างจะตั้งลุกชันขึ้นมาทันที นี้คือพลังอำนาจที่เข้าถึงกันได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ถือศีล คนธรรมดาก็เข้าถึงได้ ขอให้ทุกคนมีจิตที่แน่วแน่ไม่แปรปรวน

เครดิต หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ปล. การสร้างไหลดำนั้นมีกรรมวิธีการสร้างที่ยุ่งยากหลายขั้นตอนมาก จนไม่สามารถที่จะสร้างให้ได้ส่วนกระกอบของธาตุต่างๆให้ได้ครบถ้วนตามส่วนประกอบจริงๆของไหลดำ
ไหลดำแท้ๆนั้นโดยมากจะได้จาก การแยกไหลดำออกจากหินแร่ที่ผุดขึ้นมาจากใต้พื้นโลกที่มีไหลดำเกาะอยู่เท่านั้น แต่ไม่สามารถสร้างไหลดำเองได้


คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 67/87
คำตอบเมื่อ : 01-08-2012 10:33
  
ไหลดำของแท้จะแข็งและมีลักษณะที่มันแวววาวมากกว่านิลดำ


คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 68/87
คำตอบเมื่อ : 04-08-2012 20:31
  
แ ก้ ว เ ข้ า แ ก้ ว ( คตแก้วกายสิทธิ์ ) ภาค 2

มาต่อกันด้วยลักษณะของแก้วเข้าแก้วตามตำราหายากที่ว่ามีพลังแรงกว่าแก้วเข้าแก้วปกติ


1 แก้วเข้าแก้วแฝด

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 69/87
คำตอบเมื่อ : 04-08-2012 20:33
  
2. แก้วเข้าแก้วเง่า ติดสีสนิมประกายทอง
คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 70/87
คำตอบเมื่อ : 04-08-2012 20:33
  
2. แก้วเข้าแก้วเง่า ติดสีสนิมประกายทอง

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 71/87
คำตอบเมื่อ : 04-08-2012 20:36
  
3. แก้วเข้าแก้วเง่า แทงติดสลักเสี้ยน ตามตำรา

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 72/87
คำตอบเมื่อ : 04-08-2012 20:38
  
4. แก้วเข้าแก้วหกเหลี่ยมปลายแหลม ตามตำรา

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 73/87
คำตอบเมื่อ : 04-08-2012 20:43
  
5. แก้วเข้าแก้วซ้อนแก้วกลางดงกอแก้ว ผลึกใสแวววาวเล่นแสงไฟ

เป็นแก้วเข้าแก้วขั้นเทพเหนือเทพ หายากสุดๆ

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 74/87
คำตอบเมื่อ : 04-08-2012 20:49
  
6. แก้วเข้าแก้วทรงเจดีย์ตามตำรา มังคละจุฬามณี เป็นกายสิทธิ์ขั้นเทพ

ติดสีสนิมประกายทอง แถมยังแทงสูงทะลุกลุ่มหมอกวิฑูรย์ขึ้นไป

จัดเป็นแก้วเข้าแก้วขั้นเทพเหนือเทพอีกชิ้นครับ หายากสุดๆ

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 75/87
คำตอบเมื่อ : 04-08-2012 20:51
  
ขอขอบคุณ เครดิตรูปภาพจาก http://www.maesodgemsquartz.com
คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 76/87
คำตอบเมื่อ : 05-08-2012 15:58
  
ด ว ง แ ก้ ว ก า ย สิ ท ธิ์ ( เพิ่มเติมครับ )

ดวงแก้วกายสิทธิ์นั้นก็คือแก้วที่หลอมตัวกันเข้มขนจนเกิดประกายแวววาวขึ้นในตัวเอง และมีฤทธิ์มาก
โดยแก้วประเภทนี้เราจะพบได้จาก ผลึกแก้วโป่งข่าม ชนิดแก้วเข้าแก้ว
และพบได้จากซากหลังคาโบถส์ที่รวมตัวกันจากน้ำฝนละลายกลายเป็นดินแข็งเป็นหินและตกเป็นผลึกแก้ว
ปล. หลายท่านอาจคิดว่า ดวงแก้วมันต้องกลมๆไม่ใช่หรอ ?
ขอตอบเลยครับว่า ไม่ใช่ครับ ที่เราเห็นกลมๆนั้น เป็นการนำมาแปรรูปให้กลมเท่านั้นเอง
แต่ของจริงๆนั้นไม่กลมครับ
แก้วเข้าแก้วเหล่านี้ที่นำมาให้ชมกันนั้นจัดเป็นธาตุกายสิทธิ์ชนิดหนึ่ง
ซึ่งมีจิตวิญญาณ มีชีวิต และมีพลังงานในตัวของมันเอง
เพื่อนๆอาจจะสงสัยว่า ก้อนหินนะหรอมีชีวิต โม้หรือเปล่า
ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า แก้วเข้าแก้วที่เห็นกันอยู่นี้ ก็เปรียบเหมือน สายน้ำที่มีชีวิตไหลรินไปตามลำธาร
หรืออาจเปรียบได้กับ ต้นไม้ที่มีชีวิตเติบโตสูงใหญ่ขึ้นมาได้ แก้วเข้าแก้วนี้ก็เช่นกัน

สิ่งใดที่มีอำนาจในการป้องกันหรือทะลุทะลวงสิ่งที่แข็งแกร่งได้ นั่นคือ สิ่งที่มีพลังในตัวเองครับ

แก้วเข้าแก้วแต่ละอันนั้น.. เค้าจะมีเจ้าของที่แท้จริงรอเค้าอยู่
หากใครไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง
ก็จะไม่สามารถครอบครองเค้าไว้ได้อย่างถาวร
จะต้องมีเหตุให้พรากจากกัน หรือไม่ก็ครอบครองไว้ได้เพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น
สุดท้าย...
เค้าต้องไปอยู่ในมือเจ้าของที่แท้จริง
เนื่องจากภายในแก้วเข้าแก้วนั้น เชื่อกันว่ามีเทพเทวาอาศัยอยู่ เป็นเทวดาชนิดหนึ่ง ที่มีวิมานเป็นแก้ว อาศัยในแก้ว
โดยเทวดาจำพวกนี้จะ ให้คุณทางด้านโชคลาภ และ ความอุดมสมบูรณ์
โดยการดูแลรักษาก็เพียงแค่ พาดวงแก้วของเรานั้นไปทำบุญพร้อมกับเราเสมอๆ ง่ายไหมครับ
เวลาเราทำบุญเราก็นำท่านไปกับเราด้วย เพียงแค่นั้น ท่านก็จะบันดาลสิ่งดีๆให้เกิดมีขึ้น กับชีวิตของเราครับ



คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 77/87
คำตอบเมื่อ : 23-08-2012 18:00
  ไม่ได้อัพซะนาน อิอิ เดี๋ยวว่างๆจะมาอัพต่อครับ
คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 78/87
คำตอบเมื่อ : 10-09-2012 14:08
  
หินศักดิ์สิทธิ์

แ ร่ เ ข า พ น ม กุ เ ล น

( แร่ที่หลวงปู่กาหลงท่านนค้นพบและนำมาสร้างพระปิดตา และ พยัคฆ์เขี้ยวดาบ )


แร่เขาพนมกุเลนที่ค้นพบนี้ถือเป็นแร่กายสิทธิ์ที่มีพลังลี้ลับซ้อนเร้นอยู่ จัดเป็นของวิเศษจำพวกเหล็กไหลชนิดหนึ่ง
ตามปกติจะอยู่ในถ้ำหรือใต้ดินที่ลึกลงไปมากๆ
เล่ากันว่าคนสมัยก่อนจะหาแร่ตัวนี้พบ เขาจะเฝ้าดูในวันที่พระจันทร์เต้มดวง
หากเห็นดวงไฟประกายรุ้งพุ่งขึ้นจากตรงไหน เขาจะจดจำที่ตรงนั้นไว้
และคอยตอนดวงไฟประกายรุ้งลอยกลับมาตอนไกล้รุ่งอีกครั้ง
เมื่อจดจำสถานที่ขึ้งและลงของดวงไฟลึกลับได้ดีแล้ว พอตอนเช้าก็จะออกไปยังสถานที่ดังกล่าว เพื่อขุดค้นหาหินแร่
แร่อัศจรรย์ที่เรียกกันว่า แร่เขากุเลน
แร่นี้จะมีลักษณะแปลก โดยมีลักษณะคล้ายโลหะ แต่เนื้อในนั้นใส มันวาว คล้ายแก้ว
แร่บางก้อนก็จะมีสีเขียวปีกแมลงทับ หรือสีม่วงอมดำ เมื่อสะท้อนแสงแดดแล้วจะดูเงางามมาก
แต่หากพบแร่เขากุเลนในแม่น้ำหรือสายน้ำจากลำธาร หรือน้ำตก ตัวแร่จะมีสีเขียวอมเหลือง
แต่ภายในยังคงเป็นเนื้อใสมันวาวคล้ายแก้ว มีความแข็งมาก แต่เปราะ สามารถแตกหักได้
คนสมัยก่อนจะมาหาแร่นี้นำไปทำเป็นพระพุทธรูปที่ทรงฤทธิ์ ตามคำภีร์ของลัทธิพราหมณ์หรือพุทธมหายาน
โดยเชื่อว่าแร่นี้มีพลังมากเป็นแร่เหล็กไหลที่ยอดเยี่ยมชนิดหนึ่ง เทียบเคียงได้กับเหล็กไหลเจ้าป่า
เหล็กไหลน้ำ หรือเหล็กไหลไฟพญาสมิงเหล็ก หรือเหล็กไหลโกฎิปี มีอานุภาพ 108 ประการ
คนทั่วไปไม่อาจหาพบได้ นอกจากมีบุญวาสนาให้ได้พบเจอและครอบครองเท่านั้น
ซึ่งแน่นอนว่ามีพลังอาถรรพ์มาก ซึ่งก็มีเรื่องราวเผยแพร่ให้ได้รู้กันอยู่พอสมควร
โดยหากย้อนไปในอดีตสถานที่แห่งนี้คือที่บำเพ็ญเพียรของเหล่าพราหทณ์และโยคี ฤาษีต่างๆผู้ทรงวิทยาคุณในสายพระเวทย์
ซึ่งมักมาชุมนุมเพื่อบำเพ็ญเพียรนั่งกรรมฐาน ทำกสิณอภิญญา ศึกษาพระเวทย์และศาสตร์ลี้ลับ
ทั้งถ่ายทอดให้กันและกัน แบ่งปันวิชาอาคม สร้างอำนาจจิตพลังแห่งวิทยาคุณร่วมกัน
เล่นแร่แปรธาตุ ดึงแร่ธาตุจากใต้โลกขึ้นมา หลอมรวมกับของวิเศษของตนต่างๆนานา
ฝากฝั่งพลังของตนไว้ภายใน ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปีที่สถานที่แห่งนี้ปกคลุมไปด้วยพระเวทย์ อาคม ขลังของผู้บำเพ็ญเพียร
จนทำให้พื้นที่ของเขาพนมกุเลนนั้นเต็มไปด้วยหินแร่แปลกๆหายาก ที่ไม่มีที่ไหน นอกจากเขาพนมกุเลน
ไม่ว่าทรายแต่ละเม็ด ดินแต่ละก้อน ภายในบริเวณแห่งเขาพนมกุเลนล้วนเป็นของขลัง ของศักดิ์สิทธิ์ด้วยกันทั้งสิ้น
แร่เขาพนมกุเลนนี้ได้ซึมซับพลังจิตพลังอาคมของเหล่าพระฤาษี โยคี พราหมณ์ต่างๆที่มาบำเพ็ญเพียรอยู่ นับพันๆปี
ดังนั้นจึงเรียกได้ว่าเป็นของดีในตัว เป็นกายสิทธิ์ แม่ว่าเป็นแร่ดิบๆ ก็มีฤทธิ์คุ้มครองได้แล้วครับ
สุดยอดจริงๆ

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 79/87
คำตอบเมื่อ : 10-09-2012 14:19
  
ปล. ในอดีตพระปิดตาที่โด่งดังมาแล้วนั้นคือ ( พระปิดตาแร่บางไผ่ ) ของหลวงปู่จันทร์ วัดโมลี
ซึ่งหลวงปู่จันทร์ท่านสำเร็จวิชาเล่นแร่แปรธาตุ และค้นพบธาตุลี้ลับจนสามารถนำมาสร้างเป็นพระปิดตาที่โด่งดังได้
และได้ขึ้นทำเนียบ เป็นยอดแห่งพระปิดตาไปแล้ว...

แต่ในปัจจุบัน พระปิดตาเนื้อแร่นั้นคงต้องยกให้พระปิดตาของหลวงปู่กาหลง ที่ไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน
สร้างมาจากเนื้อแร่เขาพนมกุเลนอันน่าอัศจรรย์ที่มีอิทธิคุณเป็นที่เชื่อถือได้ และยังปลุกเสกโดยหลวงปู่กาหลง
ผู้มีวาจาประกาศิตจากเขี้ยวแก้วของท่าน จึงนับว่ามีพลังอิทธิฤทธิ์ที่ไม่เป็นสองรองใครอย่างแน่นอน
และที่น่าสนใจคือ ตัวแร่เขาพนมกุเลนนั้นมีพลังเร้นลับมีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเองที่มากกว่าแร่ชนิดอื่นๆมากมายนัก



คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 80/87
คำตอบเมื่อ : 14-09-2012 18:33
  
ห ย ก


หยกได้ชื่อว่าเป็นอัญมณีจากสวรรค์ เชื่อว่าหยกมีพลังเร้นลับสามารถผลักดันความเป็นศิริมงคลมาให้แก่ผู้บูชา ซึ่งสืบทอดความเชื่อนี้มาแต่โบราณ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ประมาณ 7000 ปีมาแล้ว
หยกมี 2 ชนิด
คือ เจไดต์ และ เนไฟรด์ ซึ่งหยกมีความแข็งแกร่ง เนื้อละเอียดสวยงาม เหมาะสำหรับแกะสลักเป็นรูปต่างๆเช่น เนไฟรด์ในโบราณนิยมนำมาแกะเป็นอาวุธและแกะเป็นรูปมังกร ถือว่าเป็นเครื่องนำโชค
ได้มีการพบหยกเจไดต์จากแคว้นคะฉิ่นในพม่าตอนเหนือติดกับจีน หยกเจไดต์มีหลายสีคือ เขียว ม่วงลาเวนเดอร์ ชมพู ฟ้า สีส้มอมเหลือง ขาว แดง น้ำตาล ดำ
ที่นิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับ คือหยกเจไดต์สีเขียวมรกตที่เราเรียกว่า หยกจักพรรดิ์ ที่งดงามที่สุดเม็ดเดียวมีราคาหลายร้อยล้านบาท

พุทธคุณของหยก

เชื่อว่าหยกมีอำนาจวิเศษคอยปกป้องผู้สวมใส่จากอันตราย เหตุนี้ฮ่องเต้จีน จึงทรงโปรดหยกเป็นพิเศษ หยกยังคงเป็นที่นิยมและมักสวมใส่ตลอดชีวิตของคนๆหนึ่ง
(เรามักจะเห็นคนจีนสูงอายุใส่กำไลหยกแล้วไม่ถอดเลย ถ้าหยกสีขุ่นแสดงว่าสุขภาพไม่ดี ถ้าแตกหรือร้าวจะบอกเหตุร้ายที่จะเกิด หยกขึ้นได้ ) ยอดเยี่ยมไหมละ ?
และหยกยั่งดีเด่นทางด้านเสริมบารมี เป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิต และยังดีด้านมั่งมีโชคลาภอีกด้วย
คนจีนเชื่อกันว่า หยกจะช่วยให้มีสติปัญญาดี เพราะหยกมีพลังในการดูดซับมาก
จึงเป็นความเชื่อที่ว่า ผู้ใดมีหยกไว้อยู่กับตัวผู้นั้นจะมีแต่สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต

คุณภาพที่ดีของหยกเนื้อต้องมีความโปร่งใส และมีความเย็นมาก
คนมักคิดว่าหยกต้องสีเขียว แต่จริงๆแล้วหยกมีหลายสี เช่น สีม่วง แดง ดำ ขาว
ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกันไปอย่างน่าทึ่งมากๆ

วิธีทดสอบหยก

1. ใช้วิธีง่ายๆ คือนำหยกมาเคาะกันดู จะเห็นว่าถ้าเป็นหยกแท้นั้น เสียงจะกังวานใส ของปลอมเสี่ยงจะไม่ใส
2. จับหยกขึ้นมาไว้ในมือสักครู่ ดูว่าเย็นหรือไม่ ธรรมชาติของหยกจะมีความเย็นในตัว
3. นำขึ้นส่องไฟดู ถ้าหยกแท้จะใสมองทะลุได้ ถ้าของปลอมจะขุ่นมองเห็นเป็นสีทึบ
4. ลองนำหยกไปขูดกระจกดู เพราะหยกมีความแข็งสามารถใช้ขูดบนกระจกให้เป็นรอยได้


คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 81/87
คำตอบเมื่อ : 14-09-2012 18:34
  
ลองหามาใส่กันนะครับ สวยดีครับ

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 82/87
คำตอบเมื่อ : 25-09-2012 18:57
  
เ ดื อ ย งู เ ห ลื อ ม

เป็นของที่มีอาถรรพ์ในตัวเอง ที่เรียกว่าของวิเศษ นั่นแหล่ะครับ
คนโบราณได้กล่าวขานกันมาจวบจนถึงปัจจุบันว่าเดือยพญางูเหลือมเป็นของอาถรรพ์มี อานุภาพที่เร้นลับศักดิ์สิทธิ์มาก
เป็นของวิเศษที่ผู้ใดมีไว้ครอบครองจะมีโชค มีลาภเข้ามาโดยตลอด ชีวิตรุ่งเรือง ทำมาค้าขายหากินง่ายขึ้นอย่างเหลือเชื่อ
ซึ่งตามธรรมชาติพญางูเหลือมจะมีเฉพาะเพศผู้และมีอายุมากเท่านั้นถึงจะมีเดือย
นับว่าเป็นดีของหายากพอสมควรเลยที่เดียว โดยในธรรมชาติงูทั่วไปจะต้องเลื่อยออกไปหากิน
แต่พญางูเหลือมที่มีอายุมากจะไม่ออกไปหากินเหมือนงูทั่วไป
แต่จะออกเดินทางหากอาณาเขตในการนอนรอเหยื่อ
เมื่อพญางูเหลือมหิวอาหารจะมีเดือยงอกออกมาใกล้รูถ่ายของเสีย
โดยที่มันจะใช้เดือยนี้วงเป็นอาณาเขตวงกลมรอบๆ ที่มันนอนอยู่ ในวงกลมอาณาเขตนั้นถ้าสัตว์ตัวใดหลงเดินเข้ามาอย่าหวังว่าจะได้เดินออกไปอีก
เหมือนโดนคาถาต้องมนต์สะกดงงงวย สัตว์เหล่านั้นจะเดินเข้าไปให้พญางูเหลือมกินแบบสบายๆ
แม้แต่งูตัวเมียก็จะเดินเข้ามาให้ผสมพันธ์อยู่ไม่ขาดเลยทีเดียว นี่เรื่องจริงนะครับ สุดยอดมากๆเลย

ตำราโบราณ

ได้บันทึกไว้เป็นจารึกว่าเป็นของ “วิเศษ” ยิ่งนัก
แต่การที่จะเอามาทำเครื่องรางต้องเอาเฉพาะตัวที่มันตายพรายเท่านั้น
เดือยพญางูเหลือมถึงจะขลังและทรงคุณค่ามาก งูเหลือมเป็นงูชนิดเดียวที่มีเดือยซึ่งจะมีเฉพาะงูตัวผู้ที่แก่แล้วเท่านั้น
เหตุนี้ตำราโบราณจึงบอกว่าเป็นของดีที่วิเศษในตัวแต่การที่จะเอามาจะต้องเลือกเอามาได้เฉพาะตัวที่มันตายพราย
คือแก่ตายหรือตายโหง คือมีอุบัติเหตุ เช่นไฟป่าคลอกตาย เป็นต้น เท่านั้นถึงจะขลัง
( ไม่ใช่ว่าไปจับมันมาแล้วฆ่า )

วิธีสังเกตว่าเป็นเดือยงูเหลือมของจริงหรือปลอม
เดือยงูเหลือมนี้จะมีลักษณะคล้ายๆ กับอุ้งตีนไก่จะมีความแตกต่างกันอยู่เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น
ถ้าเป็นอุ้งตีนไก่เวลานานไปทุกส่วนมันแห้งสนิทหนังที่อุ้งตีนมันจะเ***่ยวแห้งยุบติดกับกระดูกไก่แนบกันสนิทแทบจะแกะออกไม่ได้
แบบนี้เป็นของปลอม
ถ้าเป็นเดือยงูเหลือมแท้ๆของจริง จะมีลักษณะที่โคนเล็บจะมีเนื้อเป็นก้อนเกาะกันแน่นแม้ว่าจะผ่านการตากแห้งเป็นเวลานานก็ตาม
มันจะไม่ยุบแห้งติดกระดูกเหมือนอุ้งตีนไก่ เล็บจะแข็งปลายยาวแหลม
บางเดือยจะโค้งยาวมากหรือน้อยอยู่ตรงที่งูเหลือมนั้นจะมีขนาดตัวใหญ่มหึมาแค่ไหน
และกรงอุ้งเล็บของงูเหลือมนี้จะไม่หลุดออกจากกระดูกเลย
มันจะฝังอยู่อย่างเหนียวแน่นมาก แบบนี้แหละถึงเรียกว่าของแท้ ของจริง

สรรพคุณ - ดีในด้านเสี่ยงโชคอย่างมาก
ตามคำโบราณมีบอกอยู่ว่า ( สามารถสะกดคนที่เล่นการพนันกับเรา ) แต่มีข้อแม้ว่าอย่าลุก ถ้าลุกเลิกเล่นได้เลยครับ
และยังมีดีในด้านทำมาหากิน มีลูกค้ามาหาเอง เหมาะแก่งานธุรกิจออนไลน์มาก
( เหมือนที่เหยื่อเดินเข้ามาให้งูเหลือมกินเองแบบสบายๆแหล่ะครับ ) โชคลาภ ค้าขายดี
ในด้านมหาเสน่ห์ เมตตามหานิยมก็มีมาก
( เช่นที่มีงูตัวเมียเข้ามาให้ผสมพันธุ์ไม่ขาดนั่นแหล่ะครับ ) มีเสน่ห์ในกาย ดึงดู เพศตรงข้ามให้นิยมชมชอบเราได้

เครดิต : คุณโอม

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 83/87
คำตอบเมื่อ : 25-09-2012 18:59
  
ขนาดและความยาวของเดือยขึ้นอยู่กับตัวงูครับ

และขึ้นอยู่กับว่ามันจะเอายื่นออกมาจากตัวมันแค่ไหนด้วย

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 84/87
คำตอบเมื่อ : 02-01-2013 23:18
  โอ้โห คนเข้ามาอ่านเยอะมากเลย ดีใจจังเลยครับ

ไว้จะมาอัพต่อให้อ่านกันเรื่อยๆเลยครับ

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 85/87
คำตอบเมื่อ : 23-08-2013 18:53
  
สวัสดีครับ พี่น้อง

ไม่ได้อัพซะนาน เดี๋ยวนี้เห็นมีคนบูชาเขี้ยวหมีกันเยอะ ขอลงเรื่องพุทธคุณของเขี้ยวหมีหน่อยแล้วกันครับ

สัตว์จำพวกสัตว์ที่ดุร้ายเขี้ยวของมันมักจะมีร่องเลือด หมีก็มีร่องเลือดเหมือนกัน แต่เป็นแบบ เส้นเลือดสีน้ำตาลแดงวิ่งรอบเป็นวงเดือน หมีนั้นเป็นสัตว์ที่มีพละกำลังมากและมีอายุยืน โดยมันจะมีพลังจิตที่กล้าแข็งมาก จากการที่มันจำศีล อดอาหารเป็นเดือนๆในทุกๆปี อาหารของหมีนั้นมีทั้งพืชและสัตว์เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดเล็ก แมลง นก ปลา หอย และซากสัตว์ ส่วนอาหารประเภทพืชได้แก่หญ้า ผลไม้ เมล็ดพืช นอกจากนี้ก็กินน้ำผึ้งด้วย ปีนต้นไม้เก่งมาก แม้จะมีรูปร่างอ้วนอุ้ยอ้ายแต่ก็วิ่งได้เร็วมาก ถือว่าเป็นสัตว์นักล่าชนิดหนึ่งเลยทีเดียว

พุทธคุณของเขี้ยวหมีนั้นเด่นทางด้านส่งเสริมให้ผู้บูชา มีสมาธิและสติปัญญาดีฉลาดหลักแหลม มีพละกำลังมากมีอายุวัฒนะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ส่งเสริมดวงชะตาให้มีโชคมีลาภ และเป็นมหาเสน่ห์แก่ตัวเองทำให้มีผู้คนรักใครเอ็นดู
และเมื่อผ่านการปลุกเสกจากพระเกจิอาจารย์แล้ว จะมีพุทธคุณเด่นทางด้านปกป้องคุ้มครอง เป็นคงกระพันชาตรีแก่ผู้บูชาให้แคล้วคลาดจากอุบัติเหตุนานัปการ และรอดพ้นจากศาสตราวุธทั้งปวงได้อีกด้วย
จะต่างจากเขี้ยวเสือตรงที่ไม่ได้เสริมด้านอำนาจบารมีไม่ได้เป็นมหาปราบข่มป่า แต่จะเสริมด้านอื่นเข้ามาแทนเท่านั้นเองครับ


คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 86/87
คำตอบเมื่อ : 23-08-2013 18:54
  เขี้ยวหมี หลวงปู่กาหลง เขี้ยวแก้ว

คุณ เลิฟเลิฟ

เลิฟเลิฟ

คำตอบที่ : 87/87
คำตอบเมื่อ : 23-08-2013 19:02
  สาเหตุเดียวที่ทำให้หมีไม่ได้จัดเป็นหนึ่งใน สัตว์เจ้าป่า เพราะหมีนั้นมักจะอยู่ตัวเดียวโดดๆ ไม่เข้ากลุ่มไม่เข้าพวกกับใคร
แต่เสือและสิงค์นั้นจะอยู่รวมกันเป็นฝูง ออกล่าด้วยกัน เสือและสิงค์จึงเป็นที่ยำเกรงต่อสัตว์อื่นเป็นอย่างมาก....

Close    Top
กรุณา ล็อคอิน เพื่อแสดงความคิดเห็นในกระทู้ครับ